· คลังสินค้าและ WMS  · 3 min read

Logistics Management ทำงานอย่างไร ? และ WMS ช่วยได้อย่างไร

บริหาร logistics management อย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงสินค้าเสียหายและการจัดส่งล่าช้า พร้อมแนวทางที่ธุรกิจนำไปใช้ได้จริง

บริหาร logistics management อย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงสินค้าเสียหายและการจัดส่งล่าช้า พร้อมแนวทางที่ธุรกิจนำไปใช้ได้จริง

Key Takeaways

  • Logistics Management คือการลดต้นทุนแฝงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจนถึงการจัดส่งสินค้าถึงมือผู้รับ เพื่อสร้างผลกำไรและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ธุรกิจ
  • การนำเทคโนโลยีมาใช้ติดตามสถานะสินค้าแบบ Real-time ช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากพนักงาน และทำให้การวางแผนเลือกเส้นทางขนส่งมีความแม่นยำและประหยัดเวลามากขึ้น
  • การบริหารคลังสินค้าต้องเน้นความสมดุล เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าค้างสต็อกหรือของขาดมือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเงินหมุนเวียนและระดับความพึงพอใจของลูกค้าโดยตรง
  • การเตรียมแผนสำรองเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ช่วยให้การดำเนินงานต่อเนื่องไม่ติดขัดและช่วยรักษามาตรฐานการบริการที่ดีเอาไว้

Logistics Management ที่ขาดความแม่นยำจะสร้างภาระต้นทุนแฝงที่ทำให้กำไรต่อชิ้นลดลง ปัญหาสินค้าค้างคลังหรือการส่งสินค้าที่ล่าช้าส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว การทำงานที่เน้นแค่การขนย้ายจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งโดยไม่มีแผนสำรองจะนำไปสู่ความเสียหายที่รับมือยาก

บทความนี้จาก Grid WMS ระบบจัดการคลังสินค้าสำเร็จรูป ได้เตรียมแนวทางแก้ไขปัญหาคอขวดในระบบลำเลียงสินค้าและข้อมูลเพื่อช่วยให้การทำงานต่อเนื่องขึ้น การปรับลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนช่วยให้ธุรกิจควบคุมค่าใช้จ่ายคงที่และค่าใช้จ่ายผันแปรได้ชัดเจน การจัดการที่ถูกจุดช่วยลดระยะเวลาในรอบการส่งมอบสินค้าลงได้จริงค่ะ 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

Logistics Management คืออะไร ?

การจัดการโลจิสติกส์ในคลังสินค้าที่รวมการจัดซื้อ การเก็บรักษาสินค้า ระบบข้อมูลแบบเรียลไทม์ และการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ

Logistics Management คือกระบวนการวางแผนและควบคุมการเคลื่อนย้าย จัดเก็บสินค้า บริการ และข้อมูลข่าวสารให้มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงมือลูกค้า การบริหารจัดการส่วนนี้เน้นความถูกต้องของเวลา สถานที่ และต้นทุนที่ประหยัด เพื่อให้ธุรกิจรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันไว้ได้

เราพบว่าการจัดการที่ดีต้องประสานงานระหว่างฝ่ายจัดซื้อ คลังสินค้า และการขนส่งให้สอดคล้องกัน เช่น ธุรกิจขายออนไลน์ที่ต้องบริหารสต็อกสินค้าให้พอดีกับคำสั่งซื้อในช่วงเทศกาลลดราคา เพื่อลดระยะเวลาการรอคอยของลูกค้าและหลีกเลี่ยงปัญหาของค้างสต็อกสะสม

การทำงานจริงครอบคลุมตั้งแต่การคาดการณ์ความต้องการของตลาดจนถึงการจัดการสินค้าตีกลับ ระบบนี้ยังเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time เพื่อให้เห็นภาพรวมของ Supply Chain ทั้งระบบผ่านซอฟต์แวร์ TMS หรือ ระบบ WMS ที่ช่วยลดข้อผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลด้วยมือค่ะ 

ขั้นตอนการทำงานของ Logistics Management มีอะไรบ้าง ?

กระบวนการของ Logistics Management ขับเคลื่อนผ่านกิจกรรมหลักที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การนำเข้าวัตถุดิบจนถึงการส่งมอบสินค้าสู่มือผู้บริโภค การทำงานจะถูกแบ่งออกเป็นช่วงการจัดเตรียม การจัดเก็บ และการเคลื่อนย้ายสินค้าเพื่อให้ต้นทุนการดำเนินงานต่ำที่สุด

ระบบงานที่ดีจะช่วยให้สถานะของสินค้าถูกติดตามได้ในทุกฝีก้าวผ่านรหัส SKU หรือระบบติดตามยานพาหนะ ความชัดเจนในแต่ละขั้นตอนช่วยลดระยะเวลาการรอคอยในจุดพักสินค้าได้จริง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อผ่านฝ่ายต่าง ๆ เพื่อรักษาค่าเฉลี่ยระยะเวลาการจัดส่ง (Lead Time) ให้สั้นลงค่ะ

การวางแผนและการจัดซื้อ

การบริหารจัดการโลจิสติกส์ในคลังสินค้าเพื่อความแม่นยำในการวางแผนและการคัดเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐานพร้อมการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

การวางแผนกับการจัดซื้อในระบบคือการประสานข้อมูลความต้องการซื้อเข้ากับวงจรการผลิต เพื่อลดภาระต้นทุนจมและป้องกันสินค้าขาดมือ ต้องวิเคราะห์การขายย้อนหลังกับแนวโน้มตลาดเพื่อกำหนดจุดสั่งซื้อที่แม่นยำ การเลือกซัพพลายเออร์ต้องมองมากกว่าเรื่องราคา โดยเน้นระยะเวลาส่งมอบที่สม่ำเสมอ 

ทีมจัดซื้อเลือกใช้ระบบ VMI (Vendor Managed Inventory) เพื่อให้คู่ค้าช่วยเติมสินค้าตามการใช้งานจริง เริ่มจากการคัดเลือกแหล่งวัตถุดิบที่มีความเสี่ยงต่ำและการทำ ABC Analysis เพื่อแบ่งกลุ่มความสำคัญของสินค้าได้ชัดเจน สินค้ากลุ่ม A ต้องมีการตรวจทุกสัปดาห์ ส่วนกลุ่ม C สั่งซื้อเป็นรายไตรมาสเพื่อลดความถี่ในการขนส่งทางเรือค่ะ

  1. ประเมินความต้องการสินค้าโดยใช้สถิติการสั่งซื้อย้อนหลังอย่างน้อย 12 เดือน
  2. คัดเลือกผู้ขายที่มีใบรับรองมาตรฐาน ISO 9001 เพื่อลดปัญหาสินค้าตีกลับ
  3. ใช้ซอฟต์แวร์ ERP เชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่างแผนก เพื่อลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลด้วยมือ

การจัดการคลังสินค้าและการจัดเก็บ

การจัดการคลังสินค้าและระบบจัดเก็บสินค้าอัจฉริยะเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนสินค้า

การจัดการคลังสินค้าเน้นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดระยะเวลาการเคลื่อนย้ายสินค้า เพื่อให้การไหลเวียนในระบบ Logistics Management มีประสิทธิภาพ การบริหารพื้นที่จัดเก็บที่มีคุณภาพช่วยลดต้นทุนจมจากการสต็อกของค้างปีหรือสินค้าล้าสมัย ส่วนกลุ่มธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ที่เปลี่ยนรุ่นสินค้าไวจะต้องวางผังคลังสินค้าให้สอดคล้องกับความถี่ในการเข้าออกของสินค้า โดยใช้วิธีการจัดหมวดหมู่แบบต่าง ๆ เพื่อลดระยะการเดินหยิบของ

  • การจัดกลุ่มสินค้า Fast-moving ไว้ใกล้จุดรับ-ส่งสินค้า
  • การใช้ชั้นวางระบบ Selective Rack สำหรับสินค้าหลากหลายประเภท
  • การติดตั้งระบบระบายอากาศ เพื่อรักษาคุณภาพสินค้ากลุ่มอาหารและยา

การบันทึกข้อมูลแบบ Real-time ผ่านระบบ WMS ทำให้รู้จำนวนสต็อกจริงได้และช่วยลดอัตราสินค้าขาดมือ (Stockout) ในสต็อกหมุนเวียนค่ะ

การขนส่งและการกระจายสินค้าไปยังลูกค้า

การจัดการโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าอย่างเป็นระบบในคลังสินค้าด้วยการจัดกลุ่มโซนนิ่ง การติดตามสถานะสินค้า และเทคนิคการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ

การส่งมอบสินค้าจากคลังสินค้า (Warehouse)ไปยังมือผู้ซื้อ ต้องเน้นความแม่นยำและเวลาที่สั้นที่สุดผ่านกระบวนการ Logistics Management ที่เป็นระบบ การคัดเลือกเส้นทางเดินรถและประเภทพาหนะให้สัมพันธ์กับน้ำหนักบรรทุกช่วยลดต้นทุนน้ำมันและเลี่ยงการตีรถเที่ยวเปล่าได้ การจัดกลุ่มคำสั่งซื้อตามพื้นที่หรือ Zoning ทำให้พนักงานขับรถส่งของได้หลายจุดในรัศมี 10-15 กิโลเมตรโดยใช้เวลาน้อยลงค่ะ

ปัญหาหน้างานที่พบบ่อยคือช่วง Last Mile Delivery ที่เกิดจากการจราจรติดขัดหรือการติดต่อผู้รับปลายทางไม่ได้ ระบบติดตามสถานะแบบ Real-time ช่วยให้เจ้าหน้าที่แจ้งเวลาเข้าถึงหน้างานล่วงหน้าได้ การสื่อสารที่ทันเวลาช่วยลดอัตราการส่งของไม่สำเร็จจากการไม่มีคนรอรับสินค้า เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งแบบไม่มีระบบติดตามสถานะ

เทคนิค Cross-docking ช่วยลดระยะเวลาจัดเก็บในคลังสินค้าด้วยการถ่ายโอนของจากรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าสู่รถกระจายสินค้าขนาดเล็กทันที การทำแบบนี้ลดภาระงานของพนักงานคลังและประหยัดพื้นที่จัดวางสินค้าได้เป็นอย่างดี วิธีนี้เหมาะกับกลุ่มของสดที่ต้องถึงบ้านลูกค้าภายใน 24 ชั่วโมง

ความแตกต่างระหว่าง Logistics Management และ Supply Chain Management

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของการจัดการโลจิสติกส์และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ในด้านขอบเขตงาน เป้าหมาย และความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง

Logistics Management เน้นการบริหารจัดการเคลื่อนย้ายและจัดเก็บสินค้าภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ส่วน Supply Chain Management (SCM) มีขอบเขตที่กว้างกว่าโดยครอบคลุมเครือข่ายพันธมิตรทั้งหมดตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบจนถึงมือผู้บริโภค ถ้ามองในแง่การปฏิบัติงานจริงโลจิสติกส์คือการจัดการกิจกรรมเฉพาะส่วนเพื่อลดต้นทุนและส่งมอบสินค้าได้ไวขึ้น

หัวข้อเปรียบเทียบ

Logistics Management

Supply Chain Management

ขอบเขตงาน

การขนส่ง คลังสินค้า และการกระจายสินค้า

การวางแผนผลิต การจัดซื้อ และความสัมพันธ์คู่ค้า

เป้าหมาย

ความพึงพอใจจากการส่งสินค้าที่ถูกต้อง

การสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

ความสัมพันธ์

เป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน

เป็นภาพรวมของทุกกระบวนการธุรกิจ

การจัดเส้นทางเดินรถบรรทุก 10 ล้อเพื่อลดระยะทางวิ่ง เป็นตัวอย่างของการทำ Logistics Management ที่ช่วยประหยัดค่าน้ำมันได้จริง ข้อมูลส่วนนี้จะถูกส่งต่อไปยังระบบ SCM เพื่อใช้คาดการณ์ความต้องการวัตถุดิบในรอบถัดไปได้

ธุรกิจที่จัดการพื้นที่จัดวางสินค้าในคลังขนาด 5,000 ตารางเมตรอย่างเป็นระบบช่วยลดเวลาการหยิบสินค้าต่อออเดอร์ การปรับปรุงจุดเล็ก ๆ เหล่านี้ส่งผลให้ภาพรวมของซัพพลายเชนมีความคล่องตัวและลดการสะสมของสินค้าค้างสต็อกในระบบได้ชัดเจนค่ะ

ปัญหาที่ธุรกิจต้องเจอเมื่อขาดระบบการจัดการโลจิสติกส์

ธุรกิจที่ปล่อยให้ระบบ Logistics Management ไร้ทิศทางต้องเจอกับภาวะต้นทุนแฝงที่พุ่งสูงเกินจริง โดยเฉพาะค่าเสียโอกาสจากการสต็อกสินค้าซ้ำซ้อนหรือสินค้าค้างคลังจนเสื่อมสภาพ เมื่อไม่มีการติดตามสถานะที่แม่นยำอาจพบปัญหาการจัดส่งล่าช้าบ่อยครั้งจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า ทีมทำงานต้องกังวลกับการแก้ปัญหาหน้างานเป็นรายวันแทนที่จะเอาเวลาไปวางแผนขยายตลาด

ความผิดพลาดในการกระจายสินค้าเกิดจากข้อมูลที่จัดเก็บแบบแยกส่วนกัน ทำให้ฝ่ายขายและฝ่ายคลังสินค้ามองเห็นตัวเลขไม่ตรงกันจนเกิดการรับออเดอร์ลม ทำให้ต้องจ่ายค่าขนส่งเร่งด่วนเพิ่มเติมเพื่อรักษาหน้าธุรกิจ การบริหารพื้นที่ในโกดังที่ขาดประสิทธิภาพยังทำให้เกิดความแออัดจนพนักงานหาของไม่เจอ เสียเวลาทำงานไปกับการเดินค้นหาสินค้าเพียงไม่กี่ชิ้น

การเสียเงินไปกับค่าปรับจากการส่งสินค้าผิดสเปคหรือส่งไม่ทันกำหนดเป็นรายจ่ายทำให้กำไรลดลงอย่างมาก จำนวนความสูญเสียสะสมกินสัดส่วนรายได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้ายังใช้การจดบันทึกด้วยมือหรือใช้แค่ตาราง Excel พื้นฐานที่ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้จริงค่ะ

ระบบ WMS เข้ามาช่วยยกระดับ Logistics Management ได้อย่างไร ?

การยกระดับการจัดการลอจิสติกส์ด้วยระบบบริหารจัดการคลังสินค้าเพื่อเพิ่มความแม่นยำและการวิเคราะห์ข้อมูล

WMS เปลี่ยนโครงสร้าง Logistics Management จากระบบ Manual ไปสู่การใช้ข้อมูลตัดสินใจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ระบบนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อกระบวนการตั้งแต่สินค้าเข้าจนถึงมือลูกค้า ทำให้การวางแผนทรัพยากรบุคคลและพื้นที่ในคลังมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิม

การบริหารจัดการที่ดีต้องลดคอขวดที่เกิดขึ้นในจุดรับสินค้าและจุดจัดเก็บ ซึ่งวิธีนี้ทำให้สามารถจัดลำดับการวางสินค้าได้สอดคล้องกับขนาดพื้นที่ส่งผลให้ประหยัดพื้นที่ใช้สอยได้จริงค่ะ

การยกระดับนี้รวมไปถึงการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังเพื่อคาดการณ์ความต้องการในอนาคต ทำให้ลดการแบกรับต้นทุนคงค้างและเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือธุรกิจ E-commerce ที่มีปริมาณคำสั่งซื้อวันละ 500-1,000 รายการ สามารถบริหารจัดการได้โดยไม่ต้องขยายพื้นที่คลังเพิ่มขึ้น

ช่วยให้เห็นสต็อกสินค้าแม่นยำแบบ Real time

การเชื่อมต่อข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ทำให้เราเห็นจำนวนสินค้าที่พร้อมจำหน่ายได้ทุกครั้งที่มีการสแกนบาร์โค้ดหรือ RFID เข้าออกจากคลังสินค้าระบบจะตัดสต็อกอัตโนมัติแบบวินาทีต่อวินาที ทำให้ฝ่ายขายและฝ่ายคลังเห็นตัวเลขชุดเดียวกันเสมอ ช่วยลดปัญหาการขายของที่ไม่มีอยู่จริงหรือการสำรองสินค้าเกินความต้องการ

ระบบที่ใช้งานได้จริงต้องรองรับการส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์พกพาเพื่อให้พนักงานหน้างานอัปเดตสถานะสินค้าได้ตลอดเวลา ข้อมูลที่แม่นยำช่วยลดระยะเวลาการตรวจนับสต็อกประจำปีจากหลายวันเหลือแค่ไม่กี่ชั่วโมง ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับ Logistics Management ลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูลสต็อกลงได้

ข้อมูล Real time ช่วยให้การวางแผนเติมสินค้าทำได้แม่นยำขึ้นผ่านการตั้งค่าจุดสั่งซื้ออัตโนมัติ (Reorder Point) ถ้าสินค้าลดลงถึงระดับที่กำหนดระบบจะแจ้งเตือนหรือเปิดใบสั่งซื้อทันที ข้อมูลนี้ช่วยลดเงินจมในสต็อกของแต่ละรอบบัญชีค่ะ

ลดข้อผิดพลาดในการแพ็คและจัดส่งสินค้า

การตั้งสถานีตรวจเช็คสินค้าก่อนปิดกล่องช่วยลดปัญหาของขาดหรือส่งผิดบ้านได้ชัดเจน การใช้ใบรายการสินค้าที่ระบุตำแหน่งจัดเก็บชัดเจนช่วยให้พนักงานหยิบของไม่สลับกัน เน้นการสแกนบาร์โค้ดสินค้าทีละชิ้นเพื่อยืนยันว่ารหัส SKU ตรงกับคำสั่งซื้อจริงในระบบ Logistics Management

  1. ตรวจเช็คสภาพสินค้าและจำนวนตามใบจัดเตรียมสินค้าก่อนบรรจุลงกล่องทุก ๆ ครั้ง
  2. ติดฉลากจ่าหน้าซองทันทีที่แพ็คเสร็จเพื่อป้องกันการสลับที่อยู่ของลูกค้า
  3. ชั่งน้ำหนักพัสดุเพื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักมาตรฐานในระบบเพื่อตรวจความถูกต้องอีกชั้น

การจัดโซนพื้นที่ทำงานแยกตามประเภทขนส่งช่วยลดความสับสนในการคัดแยกพัสดุช่วงเวลาเร่งด่วนได้ดี การทำเครื่องหมายสีบนชั้นวางสินค้าที่มีรูปทรงคล้ายกันจะลดความผิดพลาดจากสายตาพนักงาน การจดบันทึกสถิติข้อผิดพลาดรายวันช่วยให้เราเห็นจุดบกพร่องจริง เช่น การพบว่าสินค้าขนาดเล็กมักถูกลืมใส่เข้าไปในกล่องขนาดใหญ่บ่อยครั้งค่ะ

ประหยัดเวลาในการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ

การลดขั้นตอนที่ต้องทำด้วยมือในระบบ Logistics Management ช่วยลดเวลาทำงานรวมได้ตั้งแต่เริ่มใช้งาน แทนที่พนักงานจะต้องนั่งกรอกข้อมูลที่อยู่ลูกค้าหรือเลขพัสดุทีละรายการ ระบบจะดึงข้อมูลจากช่องทางขายมาสร้างใบปะหน้าพัสดุได้พร้อมกันหลายร้อยใบภายในไม่กี่วินาที

  • การอัปเดตจำนวนสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ ช่วยให้หักสต็อกได้ทันทีและลดภาระการเดินตรวจสอบสินค้าในโกดังช่วงท้ายของวัน
  • ระบบแจ้งเตือนสถานะสินค้าใกล้หมดช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อสั่งของได้ทันเวลา โดยไม่ต้องไล่เช็ครายการสินค้าทีละชิ้น
  • การระบุตำแหน่งจัดเก็บสินค้าไว้ในระบบอย่างชัดเจน ช่วยลดระยะทางการเดินของพนักงานต่อคำสั่งซื้อ

การใช้ระบบคัดแยกคำสั่งซื้อตามโซนช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางจัดการสินค้าต่อชั่วโมงได้มากขึ้นโดยใช้คนเท่าเดิม การกำหนดลำดับการหยิบสินค้าแบบ First-In, First-Out (FIFO) ผ่านระบบ ช่วยให้สินค้าที่มีวันหมดอายุใกล้ที่สุดถูกส่งออกไปก่อน ลดโอกาสสินค้าค้างคลังจนเสียหายในแต่ละรอบปีค่ะ

ทำไม Grid WMS ถึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับการจัดการคลังสินค้าของธุรกิจคุณ

ข้อดีของการใช้ระบบบริหารจัดการคลังสินค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ ครอบคลุมการอัปเดตข้อมูลแบบทันที ระบบสินค้าเข้าก่อนออกก่อน การวางแผนพื้นที่จัดเก็บ และการเชื่อมต่อร้านค้าออนไลน์

Grid WMS เข้ามาเปลี่ยนงาน Logistics Management ให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติที่ช่วยลดความผิดพลาดจากการใช้คนจดบันทึก และรักษาความแม่นยำของสต็อกแบบ Real-time ได้ในระดับ 99% ขึ้นไป ระบบนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลสต็อกสินค้าแบบวินาทีต่อวินาที ทำให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นภาพรวมของสินค้าเข้าและออกได้ชัดเจนผ่านหน้าจอ Dashboard เดียวกัน การค้นหาสินค้าในโกดังขนาดใหญ่จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะมีระบบระบุตำแหน่งชั้นวางที่ชัดเจนระบุไว้ในระบบตั้งแต่วินาทีที่สแกนรับสินค้าเข้าชั้น

การบริหารพื้นที่จัดเก็บสินค้าทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการจัดเก็บตาม Putaway Rules ที่แบ่งตำแหน่งชัดเจนทั้ง Zone, Rack, Shelf และ Bin ระบบนี้ยังรองรับการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและระบบขนส่งเจ้าต่าง ๆ ช่วยให้การตัดสต็อกหลังการขายทำได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องรอพนักงานคีย์ข้อมูลย้อนหลังในช่วงเย็น ความสามารถในการติดตามสินค้าแบบรายชิ้นยังช่วยป้องกันปัญหาของค้างสต็อกหรือของหมดอายุด้วยระบบ First-In First-Out (FIFO) ที่แม่นยำ

เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ผ่านระบบคลาวด์ ไม่ว่าจะเป็นการเช็คจำนวนสินค้าผ่านแท็บเล็ตหน้างานหรือการดึงรายงานสรุปผลการทำงานรายวันผ่านแล็ปท็อปจากที่บ้าน การเชื่อมต่อข้อมูลที่ต่อเนื่องแบบนี้ช่วยลดขั้นตอนการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนระหว่างแผนกจัดซื้อและแผนกคลังสินค้าได้จริง ช่วยให้พนักงานหน้างานจัดการคำสั่งซื้อได้ไวขึ้นกว่าการใช้ระบบเดิมมากค่ะ

วิธีปรับปรุงระบบ Logistics Management ให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

การปรับปรุงระบบ Logistics Management เริ่มต้นจากการทำ Data Audit หรือการตรวจเช็คข้อมูลย้อนหลัง 3-6 เดือนเพื่อค้นหาจุดที่ต้นทุนรั่วไหล การวิเคราะห์ตัวเลขค่าขนส่งต่อหน่วย (Cost per Unit) และระยะเวลาเฉลี่ยในการส่งสินค้า (Lead Time) จะช่วยชี้เป้าให้เห็นปัญหาคอขวดที่เกิดขึ้นจริงในกระบวนการทำงานค่ะ การตรวจสอบนี้ต้องรวมถึงอัตราการตีกลับของสินค้าเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงในขั้นตอนการแพ็คหรือการขนส่ง

การนำซอฟต์แวร์บริหารจัดการการขนส่งหรือ TMS มาเชื่อมต่อข้อมูลผ่านระบบ API กับส่วนงานอื่น ช่วยลดความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือได้เป็นอย่างดี ระบบช่วยวางแผนเส้นทางเดินรถเพื่อลดระยะทางและประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในแต่ละปี การทำระบบติดตามสถานะสินค้าแบบ Real-time ยังช่วยลดภาระงานของฝ่ายบริการลูกค้าในการตอบคำถามเรื่องตำแหน่งพัสดุผ่านทางโทรศัพท์หรือแชท

การจัดกลุ่มสินค้าขายดีไว้ใกล้จุดแพ็คตามความถี่ในการออกสินค้า ช่วยลดระยะการเดินในคลังสินค้าลงได้ชัดเจน การเปลี่ยนมาใช้ระบบ Cross-docking หรือการถ่ายโอนสินค้าจากรถรับเข้าสู่รถส่งออกทันที ช่วยลดระยะเวลาสินค้าค้างในคลังลงได้มาก การเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ที่วัดผลได้ด้วยตัวเลขแบบนี้ ช่วยให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สรุป

Logistics Management เน้นการควบคุมต้นทุนกับการบริหารเวลาผ่านการวางแผนเส้นทางเดินรถและจัดระเบียบสต็อกสินค้าให้หมุนเวียนได้ไวขึ้น การนำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยลดความผิดพลาดและช่วยป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้เงินไปค้างอยู่ในสต็อก การปรับปรุงกระบวนการเหล่านี้ช่วยเพิ่มความเร็วในการส่งของถึงมือลูกค้าได้ดีกว่าเดิม

เริ่มจากการตรวจเช็คข้อมูลการขนส่งย้อนไป 3-6 เดือน เพื่อค้นหาจุดที่เสียค่าใช้จ่ายแฝงก่อนตัดสินใจปรับระบบใหญ่เพื่อความแม่นยำในการลงทุน ถ้าคุณสนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกซอฟต์แวร์บริหารคลังและการขนส่ง สามารถศึกษาต่อได้ที่ WMS TMS ต่างกันอย่างไร หรือหากต้องการแนวทางการวางโครงสร้างระบบจัดการคลังสินค้าที่เหมาะกับธุรกิจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับเราได้เลยค่ะ 

    Share:
    Back to Blog

    Related Posts

    View All Posts »