· คลังสินค้าและ WMS  · 2 min read

WMS TMS ต่างกันอย่างไร ? เลือกใช้ระบบไหนให้ตอบโจทย์ธุรกิจ

ปลดล็อกศักยภาพคลังสินค้าด้วยระบบ WMS TMS ผสาน AI และ Mobile App สู่การจัดการสต็อกแบบ Real-time ลดความซับซ้อน เพิ่มความแม่นยำในทุกขั้นตอน

ปลดล็อกศักยภาพคลังสินค้าด้วยระบบ WMS TMS ผสาน AI และ Mobile App สู่การจัดการสต็อกแบบ Real-time ลดความซับซ้อน เพิ่มความแม่นยำในทุกขั้นตอน

Key Takeaways

  • WMS TMS คือหัวใจหลักในการเชื่อมโยงข้อมูลสต็อกและการจัดส่งเข้าด้วยกัน ช่วยให้ธุรกิจเห็นภาพรวมการทำงานในที่เดียวและลดความผิดพลาดจากการจัดการข้อมูลที่ซ้ำซ้อน
  • การผสานระบบจัดการคลังสินค้าเข้ากับเทคโนโลยี AI กับ Mobile App ช่วยให้การตรวจเช็คสต็อกแบบ Real-time รวมถึงการจัดการ Multi-Warehouse มีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น
  • การเชื่อมต่อระบบเข้ากับ ERP ช่วยให้ข้อมูลลื่นไหลระหว่างแผนก ลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากของธุรกิจ Fulfillment และโรงงานต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน
  • การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่คลังสินค้าและการจัดเส้นทางขนส่ง ช่วยลดต้นทุนแฝงกับส่งมอบสินค้าให้ถึงมือลูกค้าได้ตรงตามเวลาที่กำหนด

การจัดการคลังสินค้าและงานขนส่งที่ติดขัดจากการขาดระบบ WMS TMS กลายเป็นจุดรั่วไหลที่ทำให้ต้นทุนบานปลายได้ง่าย ความผิดพลาดจากการจดบันทึกด้วยมือรวมถึงการจัดตารางรถที่ล่าช้าส่งผลเสียกับงานทันที ทั้งเพิ่มภาระพนักงานและพลาดโอกาสทางการค้าเพราะส่งของไม่ทันเวลา

Grid WMS นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยควบคุมข้อมูลแบบ Real-time และลดขั้นตอนยุ่งยากผ่านระบบ Mobile App Scanning เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการสต็อกและกระจายสินค้าให้เร็วขึ้นค่ะ

เลือกอ่านตามหัวข้อ

ระบบ WMS TMS ทำหน้าที่ช่วยธุรกิจในส่วนไหนบ้าง ?

พนักงานคลังสินค้าใช้แท็บเล็ตพร้อมอินโฟกราฟิกแสดงข้อดีของระบบ WMS TMS ในการจัดการสต็อกและการขนส่ง

ระบบ WMS TMS เข้ามาช่วยอุดรอยรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในจุดที่ต่างกันเพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทาน ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจเข้าสู่ระบบดิจิทัล ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลสต็อกสินค้ากับการขนส่งเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ ชุดซอฟต์แวร์เหล่านี้ช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการคำสั่งซื้อจำนวนมาก และป้องกันความผิดพลาดจากพนักงานที่มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาเร่งด่วน

การประสานงานระหว่างสองระบบช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมของต้นทุนแฝง และระยะเวลาการทำงานที่เกิดขึ้นจริงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่สินค้าวางอยู่บนชั้นวางจนถึงมือผู้รับปลายทาง ข้อมูลที่ไหลเวียนแบบเรียลไทม์ช่วยให้การตัดสินใจสั่งซื้อวัตถุดิบหรือการเลือกบริษัทขนส่งทำได้แม่นยำตามสถิติย้อนหลัง

ธุรกิจที่นำ WMS TMS ทั้งสองระบบมาปรับใช้ร่วมกันมักพบว่าสามารถลดระยะเวลาในวงจรการสั่งซื้อ (Order Cycle Time) ลงได้เฉลี่ย 15-25% เมื่อเทียบกับการใช้คนจดบันทึกหรือการใช้แอปพลิเคชันแยกส่วนกันค่ะ

  • WMS (Warehouse Management System) รับผิดชอบพื้นที่ภายในคลังสินค้า ช่วยระบุพิกัดจัดเก็บแบบ Directed Put-away ลดระยะเวลาการเดินหยิบสินค้า และตรวจสอบปริมาณสินค้าคงเหลือให้ตรงกับหน้าจอแสดงผล
  • TMS (Transportation Management System) รับผิดชอบงานภายนอกคลังสินค้าเมื่อพัสดุถูกแพ็กเสร็จสิ้น ช่วยวางแผนเส้นทางเดินรถ คำนวณระยะทางเพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิง และจัดกลุ่มพัสดุตามรหัสไปรษณีย์หรือโซนพื้นที่จัดส่ง

หลักการทำงานของระบบ WMS TMS ต่างกันอย่างไร ?

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างระบบจัดการคลังสินค้า WMS และระบบจัดการขนส่ง TMS

WMS จัดการพื้นที่กับสินค้าคงคลังภายในอาคารเพื่อให้การหยิบ แพ็ก และจัดส่งสินค้าเป็นไปอย่างแม่นยำ ส่วน TMS ทำหน้าที่วางแผนเส้นทางและบริหารจัดการรถขนส่งเพื่อนำสินค้าจากคลังไปถึงมือผู้รับด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด ระบบ WMS TMS ทั้งสองระบบทำงานคาบเกี่ยวกันตรงจุดกระจายสินค้าแต่มีวัตถุประสงค์ในงานต่าง ๆ ที่แยกจากกันชัดเจน

การเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมต้องดูที่จุดอ่อนของธุรกิจ ถ้าเจอปัญหาสินค้าหายหรือหาของไม่เจอในโกดัง การนำ WMS มาใช้จะช่วยให้มองเห็นระดับสต็อกแบบ Real-time และระบุตำแหน่งที่จัดเก็บสินค้าได้ทันที

ขณะที่ธุรกิจที่มีรถขนส่งหลายคันมักใช้ TMS เพื่อคำนวณระยะทางที่สั้นที่สุด และตรวจสอบพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานผ่านระบบติดตาม GPS ได้อย่างละเอียด ระบบนี้ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการวิ่งรถเปล่าและลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงลงได้มากกว่า 15-20% ต่อรอบการทำงานค่ะ

ขอบเขตการประเมิน

WMS (ระบบจัดการคลังสินค้า)

TMS (ระบบจัดการขนส่ง)

พื้นที่ปฏิบัติงาน

ภายในโกดังและชั้นวางสินค้า

ภายนอกโกดังและเส้นทางบนถนน

เป้าหมายผลลัพธ์

ควบคุมปริมาณสินค้าและลดเวลาหยิบของ

ควบคุมค่าเชื้อเพลิงและรอบเวลาจัดส่ง

ปัญหาที่ช่วยแก้ไข

สินค้าสูญหายและสต็อกคลาดเคลื่อน

ค่าขนส่งสูงและส่งของผิดที่อยู่

อุปกรณ์ที่ทำงานร่วมกัน

เครื่องสแกนบาร์โค้ดและอุปกรณ์พกพา

ระบบติดตามพิกัด GPS และบริษัทขนส่ง

การทำงานร่วมกันระหว่าง WMS TMS และ ERP

การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างระบบ WMS TMS และ ERP เข้าด้วยกัน คือหัวใจของการทำธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องการความแม่นยำระดับวินาทีเพื่อให้ฝ่ายขาย ฝ่ายคลัง และฝ่ายขนส่งให้เห็นภาพเดียวกันทั้งหมด

การที่ ERP ส่งคำสั่งซื้อไปยัง WMS เพื่อตัดสต็อกทันที ช่วยลดปัญหาการขายของที่ไม่มีอยู่จริงหรือสินค้าค้างสต็อกแบบผิดปกติ ทีมบริหารสามารถประเมินกระแสเงินสดและต้นทุนแฝงจากการจัดการสินค้าได้อย่างแม่นยำผ่านหน้าจอเดียวโดยไม่ต้องรอรายงานสรุปตอนสิ้นเดือน

การทำงานที่สอดประสานกันช่วยลดขั้นตอนการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน สาเหตุหลักที่ทำให้การจ่าหน้าพัสดุผิดพลาดหรือส่งสินค้าผิดขนาด ระบบที่รวมศูนย์จะส่งข้อมูลขนาดน้ำหนักพัสดุจาก WMS ตรงเข้าสู่ TMS เพื่อคำนวณค่าระวางและจองรถขนส่งที่เหมาะสมที่สุดให้โดยอัตโนมัติ การใช้โซลูชันแบบบูรณาการช่วยให้ธุรกิจ E-commerce ขนาดใหญ่จัดการคำสั่งซื้อได้ค่ะ

ข้อดีของระบบ WMS TMS ที่เชื่อมโยงกันในการลดต้นทุนแฝง

การเชื่อมต่อระบบ WMS และ TMS เพื่อลดต้นทุนแฝงในคลังสินค้าด้วยข้อมูลเรียลไทม์และการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง

การเชื่อมต่อ WMS TMS ช่วยกำจัดต้นทุนแฝงจากการทำงานซ้ำซ้อน และการสื่อสารที่ผิดพลาดระหว่างคลังสินค้ากับฝ่ายจัดส่งได้ทันที ระบบที่มองเห็นข้อมูลสต็อกและสถานะการเตรียมสินค้าแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ฝ่ายขนส่งวางแผนเส้นทางกับจัดตารางรถเข้ามารับสินค้าล่วงหน้าได้แม่นยำ ลดปัญหาการจอดรอ (Idle Time) นานหลายชั่วโมงที่บั่นทอนกำไรโดยไม่รู้ตัว

การเชื่อมโยงนี้ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลด้วยมือที่มักนำไปสู่การส่งสินค้าผิดหรือการตีกลับสินค้า ซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงกว่าการจัดส่งปกติถึง 3 เท่า ระบบที่ทำงานสอดประสานช่วยให้การจัดพื้นที่ในรถคุ้มค่าที่สุด (Load Optimization) โดยคำนวณจากขนาดและน้ำหนักสินค้าจริงบนชั้นวาง ลดจำนวนเที่ยววิ่งที่เกินจำเป็นกับการใช้เชื้อเพลิงฟุ่มเฟือย

ธุรกิจที่บูรณาการสองระบบนี้เข้าด้วยกันสามารถลดระยะเวลาดำเนินการ (Lead Time) ตั้งแต่รับออเดอร์จนถึงมือลูกค้าได้เร็วขึ้น 20-30% และช่วยควบคุมงบประมาณค่าล่วงเวลา (OT) ของพนักงานคลังสินค้าจากการวางแผนกระจายงานที่ติดขัดในช่วงเทศกาลหรือช่วง Peak Season ได้อย่างชัดเจนค่ะ

เทคนิคการเลือกใช้ WMS TMS เพื่อจัดการโลจิสติกส์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การพิจารณาซอฟต์แวร์ WMS TMS สำหรับการจัดการโลจิสติกส์ ต้องเริ่มต้นจากการสำรวจปริมาณงานและความซับซ้อนในสายการผลิตและคลังสินค้าของธุรกิจ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบจะสามารถรองรับการขยายตัวในอนาคตได้แบบไม่มีสะดุด ขอแนะนำให้ใช้ซอฟต์แวร์ที่ทำงานเชื่อมต่อกันได้แบบ Native Integration เพื่อลดรอยต่อและป้องกันความผิดพลาดในการส่งข้อมูลระหว่างคลังสินค้ากับทีมขนส่ง

การประเมินฟังก์ชันการทำงานให้สอดรับกับโครงสร้างองค์กร ช่วยให้การลงทุนเกิดประสิทธิภาพ สิ่งที่ต้องให้ความสนใจคือความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบ ERP เดิมที่มีอยู่ เพื่อให้ข้อมูลทั้งหมดไหลเวียนได้ทั้งบริษัท

จุดที่ต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจเลือกใช้ระบบ WMS TMS

  • ขอบเขตการทำงาน ระบบ WMS จะดูแลการรับสินค้าเข้า การจัดเก็บ และการเบิกจ่ายภายในพื้นที่คลัง ส่วนระบบ TMS จะรับช่วงต่อในการจัดการรถขนส่งและวางแผนเส้นทางจัดส่งสินค้า
  • ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ระบบคลังสินค้าช่วยลดเวลาการหยิบของและลดปัญหาข้อมูลสต็อกผิดพลาด ในขณะที่ระบบขนส่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและเพิ่มรอบการวิ่งรถได้มากขึ้น
  • ข้อมูลหลักที่ระบบจัดการ ระบบแรกจะเน้นไปที่ข้อมูลรหัส SKU และพิกัดจัดเก็บ ส่วนระบบที่สองจะเน้นเรื่องพิกัดนำทางบนแผนที่และสถานะการจัดส่งพัสดุแบบ Real-time

ผู้ประกอบการควรทดลองระบบด้วยการจำลองข้อมูลจริง เพื่อประเมินความเร็วในการประมวลผลในช่วงที่มีคำสั่งซื้อเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก เช่น ช่วงแคมเปญ 11.11 เพื่อป้องกันปัญหาระบบล่ม การเช็คประวัติการอัปเดตซอฟต์แวร์ย้อนหลัง 2 ปี ช่วยยืนยันความถี่ในการปล่อย Patch Version เพื่อเพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อกับ API ของบริษัทขนส่งในประเทศอยู่เสมอ

ฟีเจอร์ไหนของ Grid WMS ที่ช่วยให้การบริหารคลังสินค้าง่ายขึ้น ?

การเลือกระบบจัดการคลังสินค้า Grid WMS ต้องให้ความสำคัญกับฟีเจอร์การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่าง WMS TMS แบบไร้รอยต่อ เพื่อเปลี่ยนข้อมูลคำสั่งซื้อเป็นรายการจัดส่งได้ทันทีโดยไม่ต้องรอตัดสต็อกด้วยมือ การผสานงานระบบจัดเก็บเข้ากับระบบขนส่งช่วยลดระยะเวลาแฝงในการรอรถเข้ารับสินค้า และเพิ่มความแม่นยำในการคัดแยกพัสดุตามเส้นทางกระจายสินค้า ฟีเจอร์พื้นฐานที่ขาดไม่ได้มีดังนี้

  • ระบบระบุตำแหน่งสินค้า (Bin Location Management) ที่รองรับการสแกนบาร์โค้ดทุกจุดตั้งแต่รับเข้าจนถึงแพ็กออก
  • การเชื่อมต่อ API กับบริษัทขนส่งชั้นนำเพื่อสร้างหมายเลข Tracking และพิมพ์ใบปะหน้าพัสดุแบบอัตโนมัติ
  • ฟังก์ชัน Wave Picking สำหรับจัดกลุ่มรายการสินค้าที่ต้องจัดส่งในรอบรถเดียวกันเพื่อลดระยะทางการเดินในคลัง
  • ระบบแจ้งเตือนสต็อกขั้นต่ำที่กำหนดค่าได้แยกตาม SKU เพื่อป้องกันปัญหาของขาดสต็อกในช่วงเทศกาลโปรโมชัน

ธุรกิจสามารถเพิ่มความเร็วในการหมุนเวียนสินค้า (Inventory Turnover) ได้ชัดเจนเมื่อใช้ระบบจัดเส้นทางการเดินหยิบสินค้าที่คำนวณจากลำดับความถี่ในการออกของ การใช้เทคโนโลยีสแกน QR Code ร่วมกับระบบตรวจเช็กแบบ Double Check ในขั้นตอนแพ็กสินค้าช่วยลดอัตราการส่งของผิดพลาดลงได้ถึง 99.9% ค่ะ

สรุป

ระบบ WMS TMS ทำงานร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนผ่านการจัดการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ไปสู่ความอัจฉริยะ ระบบ WMS รับผิดชอบการจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้าให้แม่นยำระดับ 99.9% ส่วน TMS เข้ามารับช่วงต่อในการวางแผนเส้นทางกับบริหารจัดการรถขนส่งเพื่อลดต้นทุนค่าน้ำมันการผสานเครื่องมือทั้งสองช่วยให้ธุรกิจมองเห็นภาพรวมสต็อก และสถานะพัสดุได้ทันทีจากจุดเดียวผ่านหน้าจอ Dashboard ของระบบจัดการคลังสินค้า

ธุรกิจที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพควรเลือกใช้โซลูชันที่เชื่อมต่อ API กับระบบเดิมได้ง่ายเพื่อการไหลเวียนข้อมูลที่ไม่สะดุด การเริ่มใช้งานฟีเจอร์ Mobile App Scanning หรือระบบ AI Assistant เพื่อจัดการคลังสินค้าแบบหลายสาขาเป็นก้าวแรกที่ช่วยลดภาระงานรูทีนของพนักงานได้จริงค่ะ

    Share:
    Back to Blog

    Related Posts

    View All Posts »
    ทำไมระบบ OMS WMS ถึงสำคัญกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (3PL)

    ทำไมระบบ OMS WMS ถึงสำคัญกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (3PL)

    ปฏิวัติการจัดการคลังสินค้าด้วย OMS WMS ที่ช่วยติดตามสต็อกแบบ Real-time ลดเวลาเตรียมพัสดุ 40% รองรับคำสั่งซื้อมหาศาล เพิ่มความเชื่อมั่นลูกค้า คลิกเลย