· คลังสินค้าและ WMS · 3 min read
RFID คืออะไร ? อธิบายการทำงานของระบบและบัตรไร้สาย
เทคโนโลยี RFID คืออะไร ? ระบบแท็กและเครื่องอ่านไร้สายทำงานยังไง และทำไมหลายธุรกิจถึงเปลี่ยนมาใช้แทนบาร์โค้ดในการทำสต็อก

Key Takeaways
- RFID คือ เทคโนโลยีการระบุข้อมูลอัตโนมัติผ่านคลื่นวิทยุ ช่วยให้อ่านข้อมูลสินค้าจำนวนมากได้พร้อมกันโดยไม่ต้องสัมผัสหรือเปิดกล่อง
- ระบบนี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการนับสต็อคสินค้า ลดความผิดพลาดของพนักงาน และลดเวลาในกระบวนการทำงาน
- การบันทึกและส่งผ่านข้อมูลแบบเรียลไทม์ช่วยให้ธุรกิจติดตามสถานะสินค้าต่าง ๆ ในคลังได้อย่างแม่นยำและตรวจสอบได้
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลัง เหมาะสำหรับธุรกิจ E-commerce คลังสินค้า และโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการลดต้นทุนระยะยาว
การจัดการคลังสินค้าที่ช้าเพราะต้องมานั่งสแกนบาร์โค้ดทีละชิ้น เป็นปัญหาที่หลายธุรกิจปวดหัว เทคโนโลยี RFID คือ ทางออกที่จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเดิม ๆ ให้ประหยัดเวลาขึ้น การปล่อยให้พนักงานเสียเวลากับการตรวจนับสต็อกแบบเดิมส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนสูงและสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ การทำความเข้าใจระบบส่งสัญญาณไร้สายนี้ร่วมกับฟีเจอร์ WMS จะช่วยลด Lead Time การทำงานและเพิ่มความแม่นยำในการติดตามสินค้าคงคลังได้ในระยะยาว
บทความนี้จาก Grid WMS จะพูดถึงโครงสร้างการทำงานของเครื่องอ่านสัญญาณ สติกเกอร์แท็ก และความแตกต่างระหว่างระบบทำงานแบบพาสซีฟและแอกทีฟ พร้อมเปรียบเทียบคลื่นความถี่ที่เหมาะกับการใช้งานจริง โดยเฉพาะคุณสมบัติของคลื่นความถี่สูงพิเศษ (UHF) ย่านความถี่ 860 ถึง 960 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ค่ะ
เลือกอ่านตามหัวข้อ
- เทคโนโลยี RFID คืออะไร และคำว่า RFID ย่อมาจากอะไร ?
- ระบบ RFID คืออะไร และมีส่วนประกอบหลักอะไรบ้าง ?
- ประเภทของระบบ RFID มีอะไรบ้าง ? เลือกใช้คลื่นความถี่แบบไหนดี
- ข้อดีของเทคโนโลยี RFID เมื่อเปรียบเทียบกับบาร์โค้ดแบบเดิม
- ประโยชน์ของ RFID ในการทำงานและธุรกิจปัจจุบันมีอะไรบ้าง ?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเทคโนโลยีและระบบ RFID คืออะไร ?
- สรุป
เทคโนโลยี RFID คืออะไร และคำว่า RFID ย่อมาจากอะไร ?

หลายคนอาจสงสัยว่า RFID ย่อมาจากอะไร คำตอบก็คือ Radio Frequency Identification คือระบบระบุตัวตนที่ใช้คลื่นวิทยุในการส่งผ่านข้อมูลระยะไกลระหว่างตัวรับและตัวส่งโดยไม่ต้องสัมผัสหรือมองเห็นกันในแนวเส้นตรง เทคโนโลยีนี้ทำงานผ่านคลื่นความถี่เพื่อระบุเอกลักษณ์ของวัตถุแต่ละชิ้นได้อย่างแม่นยำ ตัวระบบอาศัยการส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อกระตุ้นและดึงข้อมูลจากป้ายทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดอยู่กับวัตถุ
การรับส่งสัญญาณช่วยให้การระบุตัวตนสิ่งของใช้เวลาลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับระบบสแกนแบบเดิม ระบบสามารถสแกนข้อมูลจากแท็กหลายสิบชิ้นได้พร้อมกันในเสี้ยววินาที แม้ว่าวัตถุเหล่านั้นจะถูกบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษหนาหรือกำลังเคลื่อนที่ผ่านสายพานลำเลียง อุปกรณ์ตรวจจับสามารถส่งข้อมูลเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลระบบจัดเก็บสินค้าได้ในระยะควบคุมตั้งแต่ 10 เซนติเมตร ไปจนถึงมากกว่า 10 เมตร ขึ้นอยู่กับย่านความถี่วิทยุที่เลือกใช้งานในคลังสินค้าแต่ละประเภทค่ะ
ความหมายและจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีไร้สาย
จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีไร้สายย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อใช้ในการระบุฝ่ายเครื่องบินรบสัญชาติต่าง ๆ ผ่านการสะท้อนคลื่นวิทยุกลับมายังสถานีภาคพื้นดิน ลำดับประวัติศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีนี้สามารถติดตามได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญ
- ปี ค.ศ. 1945 ลีออน เทอมิน ประดิษฐ์เครื่องดักฟังไร้สายที่ดึงพลังงานจากคลื่นวิทยุภายนอกให้สายลับสหภาพโซเวียต ซึ่งนับเป็นต้นแบบของการส่งข้อมูลแบบไร้สัมผัส
- ปี ค.ศ. 1948 แฮร์รี สต็อกแมน ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารด้วยพลังงานสะท้อนเพื่อใช้วางรากฐานทฤษฎีระบบส่งสัญญาณวิทยุ
- ปี ค.ศ. 1973 มาริโอ คาร์ดูลโล จดสิทธิบัตรป้ายส่งสัญญาณแบบแอกทีฟที่มีหน่วยความจำแบบเขียนซ้ำได้เป็นครั้งแรกของโลกเพื่อใช้ในระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติบนถนนหลวงของรัฐนิวยอร์ก
ระบบ RFID คืออะไร และมีส่วนประกอบหลักอะไรบ้าง ?
ระบบทำงานร่วมกันผ่านการแปลงคลื่นวิทยุให้เป็นข้อมูลดิจิทัลเพื่อการประมวลผล ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์ 2 ส่วนหลัก คือ เครื่องอ่านและแท็ก ซึ่งทำงานร่วมกับระบบ WMS ที่เป็นซอฟต์แวร์จัดการคลังสินค้า การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คลังสินค้าส่งผ่านข้อมูล SKU หรือรหัสสินค้าเข้าสู่ระบบได้ทันทีที่สแกน
เครื่องอ่านสัญญาณ (Reader) ทำหน้าที่รับส่งข้อมูล
เครื่องอ่านสัญญาณหรือ RFID Reader ทำหน้าที่ส่งคลื่นวิทยุออกไปเพื่อกระตุ้นให้แท็กตอบกลับและรับข้อมูลที่ส่งกลับมา อุปกรณ์นี้จะแปลงคลื่นความถี่วิทยุเป็นสัญญาณดิจิทัลเพื่อส่งต่อไปยังซอฟต์แวร์บริหารจัดการคลังสินค้า การใช้งานสามารถติดตั้งเครื่องอ่านแบบถาวรบริเวณประตูทางเข้าออก เพื่อตรวจจับการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบหรือใช้เครื่องอ่านแบบพกพาประเภท Data Collector เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในกระบวนการ Picking และการตรวจสอบยอดสต็อกสินค้าตามชั้นวาง
ตัวเครื่องอ่านทำงานร่วมกับเสาอากาศเพื่อกระจายคลื่นความถี่ ระยะการรับส่งข้อมูลขึ้นอยู่กับกำลังส่งของตัวเครื่องและย่านความถี่ที่ใช้งาน เครื่องอ่านรุ่นที่ใช้คลื่นความถี่สูงพิเศษ (UHF) สามารถสแกนอ่านข้อมูลจากแท็กบนพาเลทสินค้าได้พร้อมกันมากกว่า 100 รายการในระยะไกลถึง 5 เมตร ค่ะ
RFID tag คือส่วนสำคัญในการเก็บข้อมูล
RFID tag เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ทำหน้าที่บันทึกและส่งผ่านข้อมูลของวัตถุไปยังเครื่องอ่านผ่านคลื่นวิทยุ ประกอบด้วยชิปไมโครคอนโทรลเลอร์และเสาอากาศขนาดจิ๋วสำหรับส่งสัญญาณ การเลือกประเภทของแท็กขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานและความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เช่น การติดตั้งบนแผ่นโลหะหรือพาเลทไม้
ประเภทของแท็กสามารถแบ่งตามวัสดุและการบันทึกข้อมูลเพื่อให้เหมาะสมกับการนำไปใช้งานดังต่อไปนี้
- แท็กกระดาษสติกเกอร์สำหรับติดกล่องพัสดุในกระบวนการ Packing และจัดส่งสินค้า
- แท็กพลาสติกแข็งที่เน้นความทนทานสำหรับติดตั้งบนชั้นวางเหล็กในคลังสินค้า
- แท็กซิลิโคนสำหรับใช้งานในพื้นที่ที่มีความร้อนสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส
- แท็ก Read-Only ที่มีการระบุรหัสเฉพาะจากโรงงานเพื่อป้องกันการเขียนข้อมูลทับ
- แท็ก Read-Write ที่รองรับการบันทึกข้อมูลซ้ำได้มากกว่า 100,000 ครั้ง เหมาะสำหรับการใช้งานหมุนเวียนในระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้า
ประเภทของระบบ RFID มีอะไรบ้าง ? เลือกใช้คลื่นความถี่แบบไหนดี

บัตร RFID คือ บัตรพลาสติกที่ฝังชิปประมวลผลและเสาอากาศขนาดเล็กไว้ภายใน ทำหน้าที่ส่งคลื่นวิทยุเพื่อระบุข้อมูลแบบไร้สัมผัส การแบ่งประเภทการทำงานพิจารณาจากระบบจ่ายไฟและย่านความถี่วิทยุ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระยะการรับส่งสัญญาณตั้งแต่อุปกรณ์ระยะใกล้ 1 เซนติเมตรไปจนถึงระยะไกลกว่า 10 เมตรค่ะ
ความแตกต่างของการทำงานแบบ Active และ Passive
การทำงานของระบบ RFID แบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลักตามการใช้พลังงานคือแบบ Active ซึ่งมีแหล่งจ่ายไฟในตัว และแบบ Passive ซึ่งอาศัยพลังงานจากเครื่องอ่านสัญญาณ (Reader) เพื่อส่งข้อมูลกลับไป
แท็กแบบ Active ส่งสัญญาณได้ไกลและส่งข้อมูลได้ต่อเนื่อง เหมาะสำหรับงานที่ต้องการติดตามตำแหน่งพิกัดแบบเรียลไทม์ เช่น การระบุพิกัดตู้คอนเทนเนอร์ในลานจัดเก็บสินค้า หรือระบบโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ ส่วนแท็กแบบ Passive มีขนาดเล็กและราคาประหยัดกว่าเนื่องจากไม่มีแบตเตอรี่ภายใน เหมาะกับการใช้ควบคุมการเข้าออกพื้นที่ หรือใช้ตรวจนับสินค้าคงคลังและเช็คสต็อกสินค้าในคลังสินค้า
คุณสมบัติ | RFID แบบ Active | RFID แบบ Passive |
แหล่งพลังงาน | แบตเตอรี่ภายในตัวแท็กเอง | คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเครื่องอ่าน |
ระยะการส่งสัญญาณ | 100 เมตรขึ้นไป | 1 ถึง 10 เมตร |
อายุการใช้งาน | 3 ถึง 5 ปีตามอายุแบตเตอรี่ | นานกว่า 10 ปีขึ้นไป |
ตัวอย่างการใช้งาน | ระบบระบุตำแหน่งรถขนส่ง | ระบบตรวจนับสต็อกสินค้าคงคลัง |
การเลือกใช้คลื่นความถี่ 125kHz และ 13.56MHz ให้เหมาะกับงาน
การเลือกใช้ย่านความถี่วิทยุสำหรับระบบ RFID จำเป็นต้องพิจารณาระยะทางในการส่งสัญญาณร่วมกับสภาพแวดล้อมทางวัตถุของหน้างานจริง
คลื่นความถี่ต่ำส่งสัญญาณผ่านวัตถุประเภทน้ำและโลหะได้ดีกว่าคลื่นความถี่สูง แต่จะถูกจำกัดเรื่องอัตราการส่งข้อมูลและปริมาณข้อมูลที่จัดเก็บในตัวแท็ก
ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติทางเทคนิคด้านล่าง จะช่วยประกอบการตัดสินใจเลือกใช้งานระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้าให้ตรงตามความต้องการดังนี้ค่ะ
คุณสมบัติ | คลื่นความถี่ต่ำ 125kHz | คลื่นความถี่สูง 13.56MHz |
ระยะการส่งสัญญาณ | 1 ถึง 10 เซนติเมตร | 10 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร |
การทะลุทะลวงวัตถุ | ผ่านน้ำและโลหะได้ดี | ถูกลดทอนสัญญาณเมื่อเจอโลหะ |
ความปลอดภัยและการเก็บข้อมูล | เก็บข้อมูลรหัส ID ขนาดเล็ก | รองรับการเข้ารหัสความปลอดภัยสูง |
ตัวอย่างการใช้งานจริง | ระบบบันทึกเวลาเข้างานของพนักงาน | บัตรโดยสารรถไฟฟ้าสาธารณะ |
ข้อดีของเทคโนโลยี RFID เมื่อเปรียบเทียบกับบาร์โค้ดแบบเดิม

การเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี RFID แทนบาร์โค้ดแบบเดิมช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลาการทำงานในระบบบริหารจัดการคลังสินค้า (WMS) ผ่านระบบตรวจจับสัญญาณแบบคลื่นวิทยุที่ไม่ต้องอาศัยการมองเห็นทางสายตา (Line of Sight)
อุปกรณ์ส่งสัญญาณสามารถอ่านค่าผ่านสิ่งกีดขวาง เช่น กล่องกระดาษ พลาสติก หรือตู้คอนเทนเนอร์ไม้หนาหลายนิ้ว ช่วยให้ผู้ดูแลคลังสินค้าสามารถสแกนตรวจนับยอดสต็อกสินค้าและอัปเดตข้อมูล SKU จำนวนมากบนชั้นวางสูงได้พร้อมกันในคราวเดียวโดยไม่ต้องแยกสแกนทีละชิ้นในกระบวนการ Picking
คุณลักษณะ | บาร์โค้ดแบบเดิม | เทคโนโลยี RFID |
แนวการมองเห็น (Line of Sight) | ต้องใช้เครื่องสแกนชี้ที่ตัวรหัสโดยตรง | อ่านสัญญาณทะลุสิ่งกีดขวางได้เลย |
การแก้ไขข้อมูล | ไม่สามารถบันทึกข้อมูลทับรหัสเดิมได้ | สามารถเขียนบันทึกซ้ำและอัปเดตข้อมูลใหม่ได้ |
ปริมาณการเก็บข้อมูล | เก็บได้จำกัดเพียงชุดตัวเลขสั้น ๆ | เก็บข้อมูลเฉพาะของสินค้าและประวัติการขนส่งได้ |
ความเร็วในการอ่านข้อมูลและความทนทานต่อสภาพแวดล้อม
RFID สามารถสแกนข้อมูลจากแท็กหลายสิบชิ้นได้พร้อมกันในเวลาไม่ถึงวินาทีโดยไม่ต้องสัมผัสหรือมองเห็นแท็กโดยตรง ซึ่งต่างจากบาร์โค้ดดั้งเดิมที่ต้องใช้การยิงเลเซอร์ทีละชิ้น ระบบส่งสัญญาณคลื่นวิทยุนี้ช่วยให้อ่านข้อมูลได้สูงสุดถึง 1,000 ชิ้นต่อวินาที แม้ว่าสิ่งของเหล่านั้นจะวางซ้อนทับกันอยู่ภายในกล่องบรรจุภัณฑ์ปิดทึบ
โครงสร้างภายนอกของแท็ก RFID มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่รุนแรงได้ดีกว่าสติกเกอร์กระดาษทั่วไป ตัวชิปและเสาอากาศถูกปกป้องด้วยวัสดุพิเศษทำให้ทำงานได้ปกติในพื้นที่ที่มีฝุ่นหนา ความชื้นสะสม หรือห้องแช่แข็งใน Cold Storage ที่อุณหภูมิต่ำสุดถึง -40 องศาเซลเซียส อุปกรณ์จึงคงความแม่นยำสูงเมื่อนำไปใช้งานในคลังสินค้าโลหะและโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ค่ะ
ประโยชน์ของ RFID ในการทำงานและธุรกิจปัจจุบันมีอะไรบ้าง ?

การประยุกต์ใช้งานระบบ RFID ในภาคธุรกิจมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความล่าช้าและความผิดพลาดจากการทำงานของพนักงาน เทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้ควบคุมกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ เพื่อติดตามตำแหน่งอะไหล่ชิ้นส่วนต่าง ๆ บนสายพานการผลิตอย่างแม่นยำค่ะ
ดูโซลูชันสำหรับสายการผลิต : WMS โรงงาน ระบบจัดการคลังสินค้าสำหรับสายการผลิต
การใช้งานจริงในสถานพยาบาลมีตั้งแต่การตรวจเช็คสถานะการส่งมอบหลอดเก็บตัวอย่างเลือดในศูนย์วิจัยเคมีทางคลินิก ระบบตรวจจับนี้ยังช่วยระบุตัวตนผู้ป่วยรวมถึงการตรวจสอบความถูกต้องของถุงน้ำเกลือก่อนส่งต่อให้แผนกผู้ป่วยวิกฤต
การนำไปใช้กับระบบคลังสินค้าเพื่อจัดการสต็อก
การจัดการคลังสินค้าด้วยระบบ RFID ช่วยให้สามารถระบุตำแหน่งและตรวจสอบจำนวนสินค้าในสต็อกได้แบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องเสียเวลายิงบาร์โค้ดทีละชิ้น เทคโนโลยีนี้ช่วยให้กระบวนการรับเข้า การจัดเก็บตามหลัก Slotting และกระบวนการ Picking เพื่อจัดส่งสินค้ามีความถูกต้องแม่นยำสูง เอื้อต่อซัพพลายเชนของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่วางระบบ Ecommerce WMS และโรงงานผลิตที่ต้องการลด Lead Time ในการกระจายสินค้าไปยังผู้รับปลายทางให้ใช้เวลาลดลง
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับการทำงานในคลังสินค้ามีดังนี้
- สแกนตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าบนพาเลทได้ทั้งชั้นในคราวเดียว
- ลดอัตราความผิดพลาดในการจัดการข้อมูลสต็อกสินค้า
- ช่วยให้การนับสต็อกประจำปีและการตรวจนับแบบ Cycle Count เสร็จไวขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ต้องเสียเวลาหลายวัน
การใช้เป็นคีย์การ์ดสำหรับควบคุมการเข้าออกอาคาร
การใช้ RFID เป็นคีย์การ์ดควบคุมการเข้าออกอาคารทำหน้าที่แทนลูกกุญแจแบบเดิมด้วยการส่งคลื่นความถี่วิทยุเพื่อระบุตัวตนผู้ถือบัตรในเสี้ยววินาที ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนกลางจะรับสัญญาณและสั่งการให้ประตูปลดล็อกอัตโนมัติได้ทันที ช่วยลดการต่อแถวรอคิวหน้าทางเข้าอาคารสำนักงานช่วงเช้าที่มีพนักงานหนาแน่น
ระบบนี้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยด้วยการบันทึกข้อมูล วัน เวลา และรหัสพนักงานที่ผ่านเข้าออกประตูแต่ละบานลงในซอฟต์แวร์บริหารจัดการส่วนกลางโดยอัตโนมัติ ผู้ดูแลระบบสามารถสั่งยกเลิกการใช้งานบัตรที่สูญหายได้ทันทีผ่านหน้าจอคอนโซลควบคุม บัตรคีย์การ์ดประเภทนี้เลือกใช้คลื่นความถี่ 13.56 MHz หรือเทคโนโลยี Mifare ซึ่งรองรับการเข้ารหัสข้อมูลที่ซับซ้อนเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเข้าพื้นที่ควบคุมพิเศษในคลังสินค้าและห้องเซิร์ฟเวอร์ข้อมูลความลับสูงค่ะ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเทคโนโลยีและระบบ RFID คืออะไร ?
สมาร์ทโฟนทั่วไปใช้อ่านแท็ก RFID ได้หรือไม่ ?
สมาร์ทโฟนทั่วไปสามารถอ่านแท็ก RFID บางประเภทได้ผ่านระบบ NFC ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดเพื่อส่งข้อมูลระยะใกล้ไม่เกิน 4 เซนติเมตร โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่รองรับการสแกนบัตรโดยสารรถไฟฟ้า บัตรเครดิต หรือพาสปอร์ตผ่านชิปที่ฝังอยู่ภายในตัวเครื่อง
โทรศัพท์มือถือไม่สามารถอ่านแท็กย่านความถี่ต่ำหรือความถี่สูงพิเศษที่นิยมใช้ในการจัดการสต๊อกได้โดยตรง หากต้องการสแกนป้ายสินค้าในคลังสินค้าจากระยะไกลในกระบวนการ Picking จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์เสริมประเภทหัวอ่าน UHF RFID Reader ที่เชื่อมต่อผ่านสัญญาณบลูทูธเพื่อส่งข้อมูลเข้าสู่แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android และ iOS
วิธีป้องกันข้อมูลและภัยไซเบอร์เมื่อใช้งาน RFID ทำได้อย่างไร ?
การป้องกันการโจรกรรมข้อมูลและภัยไซเบอร์จากการใช้งาน RFID ทำได้ด้วยสองวิธีหลักเพื่อสกัดกั้นสัญญาณคลื่นวิทยุที่ไม่พึงประสงค์ การควบคุมความปลอดภัยของระบบคีย์การ์ดและป้ายแท็กต่าง ๆ ทำได้ด้วยเทคนิคทางกายภาพและการตั้งค่าระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงดังนี้
- การเข้ารหัสข้อมูลแบบสองทาง (Mutual Authentication) ระหว่างเครื่องอ่านกับแท็กช่วยป้องกันเครื่องอ่านแปลกปลอมลักลอบดึงข้อมูล ระบบกำหนดให้ใช้รหัสลับเฉพาะ AES-128 ยืนยันตัวตนก่อนเปิดสิทธิ์การส่งข้อมูล
- การใช้งานซองหรือกระเป๋าประเภท RFID Blocking ที่มีซับในเป็นแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ช่วยหน่วงคลื่นความถี่วิทยุไม่ให้ทะลุผ่านชิปข้อมูลบัตรเครดิตขณะพกพา เป็นการจำกัดระยะการทำงานให้มีความปลอดภัยสูงสุดค่ะ
อายุการใช้งานของแท็กและบัตรมีระยะเวลานานเท่าใด ?
ปัจจัยกำหนดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ส่งสัญญาณ RFID คือแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าภายในตัวส่งสัญญาณ ป้ายแท็กประเภทไม่มีแบตเตอรี่ทำงานได้นานกว่า 10 ปี หรือจนกว่าแผงวงจรภายนอกจะชำรุดเสียหาย
โครงสร้างภายในของป้ายส่งสัญญาณประเภทไร้แบตเตอรี่จะดึงกระแสไฟจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารอบตัวเครื่องสแกนทำให้ไม่มีปัญหากระแสไฟหมด ส่วนป้ายรหัสชนิดมีแบตเตอรี่ในตัวจะมีข้อจำกัดด้านพลังงานจากสารเคมีภายในก้อนพลังงานลิเทียมขนาด 3 โวลต์ค่ะ
ประเภทแท็ก | อายุการใช้งานเฉลี่ย | สภาพแวดล้อมที่รองรับ |
Passive Tag | 10 ถึง 20 ปี | ทนต่อสภาพกรดด่าง ฝุ่นละออง และความชื้นสัมพัทธ์สูง |
Active Tag | 3 ถึง 5 ปี | อุณหภูมิห้องควบคุมพิเศษ หลีกเลี่ยงแรงสั่นสะเทือน |
สรุป
RFID คือ เทคโนโลยีคลื่นวิทยุที่ใช้ระบุเอกลักษณ์ของวัตถุระยะไกลโดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรง ช่วยให้กระบวนการตรวจนับสต็อกสินค้าจำนวนมากเสร็จสิ้นในเสี้ยววินาที การเลือกแท็กแบบ Active หรือ Passive ร่วมกับคลื่นความถี่ 13.56 MHz จะช่วยเพิ่มความถูกต้องในการระบุตำแหน่งสิ่งของต่าง ๆ ในคลังสินค้าได้ผลดี
การวางแผนปรับปรุงคลังสินค้าเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ การประเมินโครงสร้างและเชื่อมต่อเทคโนโลยีนี้เข้ากับระบบจัดการคลังสินค้า (WMS) จะช่วยลด Lead Time และยกระดับการทำงานให้ติดตามข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ค่ะ



