Lead Time คืออะไร ? แปลความหมายในงานสั่งซื้อและการผลิต

Lead Time คืออะไร ? สรุปความหมาย ประเภท และแนวทางลดเวลารอคอยในงานสั่งซื้อและการผลิต เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจและส่งของได้ตรงเวลา

Lead Time คืออะไร ? สรุปความหมาย ประเภท และแนวทางลดเวลารอคอยในงานสั่งซื้อและการผลิต เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจและส่งของได้ตรงเวลา

Key Takeaways

  • Lead Time คือ ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการสั่งสินค้า จนถึงวันที่สินค้าส่งมอบถึงมือผู้รับ ถือเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของระบบคลังสินค้าและการจัดส่ง
  • การลดระยะเวลานี้ ช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนการสำรองสินค้า และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการสต๊อกสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • การนำระบบ WMS ที่มีความแม่นยำเข้ามาควบคุมขั้นตอนต่าง ๆ ช่วยให้ตรวจสอบและจัดการเวลาของทุกกระบวนการได้ดียิ่งขึ้น
  • การวางแผนร่วมกับคู่ค้าและการพยากรณ์ความต้องการของตลาดอย่างแม่นยำ ช่วยลดความล่าช้าที่ไม่จำเป็นในการดำเนินงานของธุรกิจทุกขนาด

การส่งสินค้าล่าช้า หรือกระบวนการผลิตที่ติดขัดจนเสียเครดิตทางธุรกิจ มักเกิดจากการคำนวณระยะเวลารอคอยในซัพพลายเชนคลาดเคลื่อน ปัญหานี้แก้ไขได้ถ้าเข้าใจว่า Lead Time คือ ตัวช่วยวัดระยะเวลา ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกระบวนการสั่งผลิต ไปจนถึงขั้นตอนการส่งมอบสินค้าถึงผู้รับปลายทาง สิ่งนี้ช่วยป้องกันปัญหาวัตถุดิบขาดมือ และลดความเสียหายของยอดขายในแต่ละเดือน

บทความนี้จาก Grid WMS ได้รวบรวมประเภทของระยะเวลารอคอย องค์ประกอบย่อยในสายการผลิต ความแตกต่างระหว่างรอบเวลาทำงานต่าง ๆ พร้อมแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้า เพื่อช่วยลดระยะเวลาการทำงานเฉลี่ยในระบบลงค่ะ

เลือกอ่านตามหัวข้อ

Lead Time คืออะไร ?

Lead Time คือระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มกระบวนการจนเสร็จสิ้น ช่วยหาจุดสั่งซื้อซ้ำที่แม่นยำ

Lead Time คือ ระยะเวลารวมทั้งหมดที่ใช้ดำเนินกระบวนการ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดขั้นตอนสุดท้าย โดยนับตั้งแต่จุดที่ได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้า จนถึงตอนที่จัดส่งสินค้าถึงมือผู้รับเสร็จสมบูรณ์

ระยะเวลานี้ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ เช่น การรับคำสั่งซื้อ การจัดเตรียมวัตถุดิบ การผลิต และการขนส่งโลจิสติกส์ ตัวเลขนี้มักถูกคำนวณเป็นจำนวนวันหรือชั่วโมง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานประเมินประสิทธิภาพการทำงาน ของฝ่ายผลิตและฝ่ายคลังสินค้า เช่น ถ้าลูกค้าสั่งซื้อสินค้าในวันที่ 1 และได้รับของในวันที่ 5 Lead Time จะนับรวมเป็น 4 วันเต็ม

ในการบริหารจัดการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ การระบุระยะเวลานี้ช่วยให้ทีมงานวางแผนสำรองวัตถุดิบได้แม่นยำ เพื่อป้องกันปัญหาของขาดสต๊อก ระบบ WMS สมัยใหม่มักนำตัวเลขค่าเฉลี่ยนี้ไปตั้งค่าเป็น Reorder Point ร่วมกับปริมาณสินค้าคงคลังสำรอง เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้ระบบจัดซื้อทำงานอัตโนมัติ ทันทีที่ยอดสินค้าลดลงถึงเกณฑ์ที่กำหนดค่ะ

ทำไมธุรกิจทุกขนาดถึงต้องเข้าใจ Lead Time Meaning

ถ้าสงสัยว่า Lead Time แปลว่าอะไร อธิบายง่าย ๆ คือระยะเวลารอคอย ซึ่งการเข้าใจความหมายส่วนนี้จะช่วยให้ธุรกิจควบคุมต้นทุนและวางแผนบริหารคลังสินค้าได้แม่นยำเพื่อป้องกันปัญหาสินค้าขาดมือ การคำนวณตัวเลขนี้ทำให้ฝ่ายจัดซื้อส่งใบสั่งซื้อได้ตรงเวลา จึงรักษาระดับสต๊อกสินค้าให้อยู่ในจุดสมดุลได้ตลอดเวลา การบริหารเวลาส่วนนี้ส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพการแข่งขันในตลาดและช่วยลดความสูญเสียจากโอกาสทางการขายที่จับต้องได้

  1. การหาจุดสั่งซื้อซ้ำ ตัวเลขระยะเวลาที่ชัดเจนจะบอกให้ทราบว่าต้องสั่งซื้อวัตถุดิบเพิ่มตอนที่เหลือของในคลังจำนวนกี่ชิ้น เพื่อประคองให้มีของขายจนกว่าล็อตใหม่จะส่งมาถึง
  2. การควบคุมกระแสเงินสดหมุนเวียน การรู้กำหนดเวลาส่งมอบที่แน่นอนช่วยให้วางแผนการจ่ายเงินรอบถัดไปได้สอดคล้องกับรอบการรับเงินจากลูกค้า โดยไม่ต้องจมเงินทุนไว้ในคลังสินค้านานเกินไป
  3. การประหยัดพื้นที่จัดเก็บ การจองพื้นที่เฉพาะสินค้าที่ใกล้ถึงเวลาขายจริงช่วยลดการสะสมของสินค้าส่วนเกินในคลัง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรายเดือนของพื้นที่ฝากเก็บลดลงทันที

การนำโปรแกรมหรือระบบ WMS เข้ามาช่วยวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของช่วงเวลาต่าง ๆ ช่วยปรับปรุงระบบให้เสถียรยิ่งขึ้น การเก็บข้อมูลเชิงสถิติย้อนหลัง 3 เดือนช่วยให้มองเห็นคอขวดในขั้นตอนการทำงานได้ตรงจุด การประเมินส่วนต่างของเวลาจัดส่งนี้ยังช่วยลดการสำรองสินค้าเผื่อไว้เกินจำเป็นในคลังค่ะ

ประเภทของ Lead Time แบ่งตามสายงานได้กี่รูปแบบ ?

Lead Time คือระยะเวลารอคอย แบ่งเป็นของลูกค้า การสั่งซื้อวัตถุดิบ และกระบวนการผลิต

การแบ่งประเภทของระยะเวลารอคอยขึ้นอยู่กับบทบาทและกิจกรรมในซัพพลายเชน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ตามสายงาน เพื่อการบริหารจัดการคลังสินค้าและการจัดส่งสินค้าที่แม่นยำ กระบวนการนี้ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบจากคู่ค้าต้นน้ำ ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าถึงมือผู้ซื้อปลายทางค่ะ

  1. ระยะเวลารอคอยของลูกค้า (Customer Lead Time)

Customer Lead Time คือช่วงเวลาตั้งแต่ลูกค้ากดยืนยันคำสั่งซื้อและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ไปจนถึงวันที่สินค้าส่งถึงมือผู้รับปลายทางอย่างสมบูรณ์ เวลาส่วนนี้เป็นตัวชี้วัดความพึงพอใจของลูกค้าโดยตรง ถ้าจัดการระบบคลังสินค้าและการขนส่งได้ดี ระยะเวลารอคอยนี้จะยิ่งสั้นลง เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่ใช้ระบบ Same-Day Delivery ในการกระจายสินค้าด่วน

การนับเวลาจะเริ่มทันทีเมื่อคำสั่งซื้อเข้าระบบ ERP หรือโปรแกรมจัดการร้านค้า ซึ่งครอบคลุมขั้นตอนการหยิบสินค้า (Picking) การแพ็กกล่อง (Packing) และการส่งมอบให้บริษัทโลจิสติกส์ พันธมิตรขนส่งภายนอกที่ใช้ WMS สำหรับ 3PL มีส่วนสำคัญในการควบคุมตัวเลขนี้ให้คงที่ ธุรกิจ E-commerce ยุคใหม่มักตั้งเป้าหมายเวลานี้ไว้ไม่เกิน 2 ถึง 3 วันทำการ สำหรับการส่งสินค้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑลค่ะ

  1. ระยะเวลาสั่งซื้อวัตถุดิบ (Material Lead Time)

ระยะเวลาสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือ Lead Time การสั่งซื้อ (Material Lead Time) คือช่วงเวลาตั้งแต่การส่งใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ไปยังซัพพลายเออร์ จนกระทั่งวัตถุดิบเดินทางมาถึงคลังสินค้าและพร้อมใช้ในกระบวนการถัดไป

กระบวนการนี้รวมขั้นตอนการตรวจสอบสต๊อกของคู่ค้า การเตรียมจัดส่ง และระยะเวลาเดินทางของสินค้า การจัดการเวลาส่วนนี้ให้แม่นยำจะช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบในสายการผลิต

ธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานมักกำหนด Reorder Point หรือจุดสั่งซื้อซ้ำโดยใช้ตัวเลขนี้เป็นหลัก เช่น หากซัพพลายเออร์ใช้เวลาส่งมอบ 7 วัน และมีอัตราการใช้งานวันละ 50 ชิ้น ฝ่ายจัดซื้อต้องส่งใบสั่งซื้อทันทีเมื่อวัตถุดิบเหลือ 350 ชิ้น การเก็บสถิติจริงลงในระบบ ERP ทุกสัปดาห์ช่วยป้องกันความล่าช้าจากผู้ให้บริการขนส่งภายนอกได้

  1. ระยะเวลากระบวนการผลิต (Factory/Production Lead Time)

Factory/Production Lead Time คือช่วงเวลาที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าจริง นับตั้งแต่เริ่มเดินสายพานการผลิตไปจนถึงชิ้นงานสำเร็จรูปพร้อมส่งเข้าคลังสินค้า เวลาส่วนนี้รวมตั้งแต่ขั้นตอนการแปรรูป การประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ หรือการบรรจุหีบห่อ (Packing) ภายในโรงงาน

การวัดประสิทธิภาพส่วนนี้ทำเพื่อดูความเร็วของเครื่องจักรและกำลังพลในการเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป การบันทึกเวลาที่ใช้จริงช่วยให้ฝ่ายวางแผนการผลิตคำนวณรอบการทำงานของพนักงานแต่ละกะได้แม่นยำ เช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมเวลานี้ให้อยู่ภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อส่งมอบงานให้ทันรอบเรือขนส่งสินค้าค่ะ

องค์ประกอบย่อยของ Lead Time คืออะไรบ้าง ?

องค์ประกอบของ Lead Time ทั้งเวลาเตรียมและผลิต เวลารอตรวจสอบ และเวลาจัดส่งสินค้า

การทำความเข้าใจองค์ประกอบย่อยของ Lead Time ช่วยให้มองเห็นจุดที่ทำให้งานล่าช้าในซัพพลายเชนได้ดีขึ้น ระยะเวลารอคอยทั้งหมดไม่ได้เกิดจากขั้นตอนการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายส่วนงานย่อยที่เกิดขึ้นต่อกัน การแยกแยะช่วงเวลาเหล่านี้ออกเป็นส่วน ๆ ช่วยให้วางแผนและควบคุมการส่งมอบสินค้าได้ตามกรอบเวลามาตรฐาน เช่น รอบการส่งมอบภายใน 24 ชั่วโมงค่ะ

  1. ช่วงเวลาเตรียมการและเวลาดำเนินการผลิต (Pre-processing & Processing Time)

ช่วงเวลาเตรียมการ หรือ Pre-processing Time คือขั้นตอนจัดการงานเอกสารและเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มผลิตจริง ขั้นตอนนี้ครอบคลุมตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อ การส่งใบงานตรวจสอบความถูกต้องของสเปกสินค้า ไปจนถึงการจัดตารางเดินเครื่องจักรในระบบคลังสินค้า การบันทึกเวลาส่วนนี้ช่วยตรวจสอบจุดติดขัดในฝ่ายประสานงานได้ดี ธุรกิจส่วนใหญ่มักตั้งเป้าเคลียร์งานเอกสารกลุ่มนี้ให้จบภายใน 2 ชั่วโมง เพื่อส่งต่องานเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป

เวลาดำเนินการผลิต หรือ Processing Time คือช่วงเวลาที่วัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการแปรรูปจริงบนสายพานผลิตจนเสร็จสมบูรณ์ เวลาส่วนนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วของเทคโนโลยีและกำลังคนหน้างานโดยตรง การบันทึกเวลาที่ใช้จริงในการประกอบชิ้นส่วนจะช่วยให้ทีมวิศวกรประเมินความเร็วของเครื่องจักรได้ถูกต้อง เช่น โรงงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตั้งเป้าใช้เวลาประกอบแผงวงจรเพียง 15 นาทีต่อชิ้น เพื่อส่งเข้าสู่ขั้นตอน Packing ตามแผนงาน

  1. ช่วงเวลารอคิวและเวลาตรวจสอบคุณภาพ (Waiting, Storage & Inspection Time)

ช่วงเวลารอคิวและเวลาตรวจสอบคุณภาพคือระยะเวลาแฝงที่ชิ้นงานหยุดนิ่งอยู่กับที่โดยไม่มีการแปรรูป ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การคำนวณ Lead Time สะท้อนประสิทธิภาพที่แท้จริงในโรงงานหรือคลังสินค้า เวลาเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อวัตถุดิบต้องวางพักในจุดพักของเพื่อรอเครื่องจักรว่าง หรือจอดรอในพื้นที่กักกันสินค้าเพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมคุณภาพตรวจสอบความถูกต้องก่อนปล่อยผ่านไปขั้นตอนต่อไป

การปล่อยให้งานกองค้างในสถานีผลิตต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสและทำให้ Customer Lead Time ขยายยาวออกไป โรงงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่จึงมักหันมาใช้วิธีสแกนบาร์โค้ดแบบเรียลไทม์เพื่อส่งสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อมีของกองค้างเกินกำหนด ซึ่งช่วยลดเวลารอกระบวนการตรวจสอบในห้องแล็บลงเหลือไม่เกิน 30 นาที ต่อรอบการทำงานค่ะ

  1. ช่วงเวลาในการขนส่งและจัดส่งสินค้า (Transportation Time)

ช่วงเวลาในการขนส่งและจัดส่งสินค้าคือระยะเวลาที่ใช้เคลื่อนย้ายสินค้าที่ผลิตเสร็จสมบูรณ์จากโรงงานหรือคลังสินค้าไปถึงมือผู้รับปลายทาง ขั้นตอนนี้รวมตั้งแต่การจัดเตรียมเอกสารส่งของ การขนย้ายสินค้าขึ้นรถบรรทุก และระยะเวลาเดินทางบนท้องถนนจริง ระบบบริหารจัดการยานพาหนะหรือ TMS มักถูกนำมาใช้งานเพื่อคำนวณเส้นทางเดินรถที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับช่วยควบคุมเวลาในส่วนนี้

เปรียบเทียบก่อนเลือกระบบ : WMS TMS ต่างกันอย่างไร ? เลือกใช้ระบบไหนให้ตอบโจทย์ธุรกิจ

ความผันผวนของระยะเวลาส่งมอบปลายทางส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น การจราจรติดขัด ด่านตรวจศุลกากรขนส่งข้ามแดน หรือสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ธุรกิจจัดส่งสินค้าและโลจิสติกส์ในปัจจุบันแก้ไขปัญหานี้ด้วยการตั้งคลังกระจายสินค้าขนาดย่อยตามจังหวัดหลักต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งช่วยลดระยะการวิ่งของรถส่งของและคุมระยะเวลาให้เหลือเพียง 1 ถึง 2 วัน เท่านั้นค่ะ

ผลกระทบเชิงบวก (Business Impact) เมื่อลด Lead Time ได้สำเร็จ

ผลลัพธ์เมื่อลด Lead Time ได้สำเร็จ ทั้งรอบเงินสดที่ไวขึ้น ต้นทุนจมที่ลดลง และการส่งมอบตรงเวลา

การลดระยะเวลารอคอยช่วยเร่งรอบหมุนเวียนเงินสดให้ไวขึ้นและกำจัดจุดคอขวดในกระบวนการทำงาน ระบบที่ไหลลื่นส่งผลให้ธุรกิจขับเคลื่อนงานได้คล่องตัว ประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่สูงขึ้นนี้สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อการบริหารจัดการส่วนต่าง ๆ ภายในองค์กรทันทีค่ะ

ช่วยลดต้นทุนจมในสต็อกและเพิ่มพื้นที่คลังสินค้า

การลดระยะเวลารอคอยสินค้าช่วยปลดล็อกเงินทุนหมุนเวียนที่จมอยู่ในสต๊อกสินค้าและเพิ่มพื้นที่จัดเก็บใช้งานจริงได้ทันที เมื่อทราบกำหนดเวลาที่แน่นอนของสินค้าที่จะเข้ามาเติม ความจำเป็นในการสำรองสินค้าส่วนเกินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจะหมดไป ส่งผลให้บริหารพื้นที่จัดวางได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาคลังสินค้าในระยะยาว

ผลลัพธ์จากการลดระยะเวลาในกระบวนการทำงานส่งผลดีต่อโครงสร้างต้นทุนโดยตรง ดังนี้

  • ระยะเวลาจัดซื้อและจัดส่งวัตถุดิบสั้นลงกว่าเดิม
  • ปริมาณสินค้าสำรองคลังเพื่อความปลอดภัยปรับลดลงได้ทันที
  • พื้นที่ว่างในโกดังจัดเก็บเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปใช้รองรับสินค้ารอบถัดไป

ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าเมื่อส่งมอบของได้ตรงเวลา

การส่งมอบสินค้าตรงตามกำหนดเวลาที่ตกลงไว้กับลูกค้าช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับในแบรนด์ระยะยาว กระบวนการนี้เกิดขึ้นจากการควบคุม Customer Lead Time ที่แม่นยำ เมื่อธุรกิจสามารถคำนวณและรักษาเวลาในแต่ละขั้นตอนได้อย่างเสถียร ลูกค้าจะสามารถวางแผนการขายหรือการใช้งานสินค้าต่อได้อย่างราบรื่น

ระบบการจัดการที่เสถียรส่งผลให้เกิดความผูกพันของลูกค้าและการซื้อซ้ำ การรักษาเวลาส่งมอบให้อยู่ในกรอบที่กำหนดส่งผลดีต่อธุรกิจในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • ลูกค้ากลับมาสั่งซื้อซ้ำมากขึ้นเมื่อแบรนด์ส่งมอบสินค้าตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง
  • ลดจำนวนการติดต่อสอบถามสถานะสินค้าจากลูกค้า ช่วยลดภาระงานของทีมบริการลูกค้า
  • อัตราการรีวิวเชิงบวกบนช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าใหม่

การส่งมอบที่ตรงเวลาสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เลียนแบบได้ยากในตลาดปัจจุบันค่ะ

วิธีลด Lead Time ให้กระบวนการทำงานไวขึ้น ?

การลด Lead Time ในระบบการทำงานเริ่มต้นจากการค้นหาและกำจัดขั้นตอนที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มออกจากกระบวนการทั้งหมด การลดเวลารอคอยเฉลี่ยในการทำงานจริงทำได้ด้วยการปรับปรุงจุดคอขวดในกระบวนการจัดการคำสั่งซื้อและการจัดส่งโลจิสติกส์ค่ะ

ตัดขั้นตอนซ้ำซ้อนและจัดสายการผลิตแบบคู่ขนาน

การลด Production Lead Time ทำได้จริงด้วยการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานแบบเรียงลำดับทีละขั้นตอน มาเป็นการปรับปรุงกระบวนการทำงานในสองส่วนหลักเพื่อกำจัดจุดที่ทำให้งานล่าช้า

  • แนวทางการตัดขั้นตอนซ้ำซ้อน เริ่มจากการทำแผนผังกระบวนการทำงานเพื่อค้นหางานที่ซ้ำซ้อน เช่น การตรวจสอบเอกสารอนุมัติหลายรอบ แล้วรวมอำนาจการตัดสินใจไว้ที่จุดเดียวเพื่อลดเวลาอนุมัติจัดซื้อวัตถุดิบลง
  • แนวทางการจัดสายการผลิตแบบคู่ขนาน เปลี่ยนมาใช้วิธีเริ่มทำงานขั้นตอนถัดไปทันทีโดยไม่ต้องรอให้ขั้นตอนแรกเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น การจัดเตรียมหน้างานและตรวจเช็คเครื่องจักรล่วงหน้าในระหว่างที่แผนกวางแผนกำลังสรุปยอดคำสั่งซื้อสินค้าขั้นสุดท้าย เพื่อลดระยะเวลาเตรียมการผลิตลง

วางแผนร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อให้รับส่งวัตถุดิบได้ตามกำหนด

การแบ่งปันข้อมูลคาดการณ์ยอดขายล่วงหน้ากับซัพพลายเออร์ช่วยลด Material Lead Time ได้ตรงจุด ธุรกิจควรส่งแผนการสั่งซื้อและการผลิตล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน เพื่อให้พันธมิตรเตรียมกำลังการผลิตและสำรองชิ้นส่วนต้นน้ำได้ทันเวลา วิธีนี้ช่วยลดความผันผวนของราคาต้นทุนและกำหนดความเร็วในการจัดส่งสินค้าที่ 7 วันทำการ

การกำหนดรอบการสั่งซื้อที่คงที่ร่วมกับการทำสัญญาระยะยาวช่วยเพิ่มความมั่นคงในซัพพลายเชน การลดความเสี่ยงด้านการขนส่งล่าช้าทำได้ด้วยการตกลงข้อกำหนดชดเชยกรณีจัดส่งผิดพลาดลงในเอกสารสัญญาจัดซื้อร่วมกันให้ชัดเจน เพื่อรักษาเสถียรภาพการรับเข้าวัตถุดิบให้ตรงตามตารางผลิตค่ะ

ใช้ระบบ WMS และ ERP ช่วยบริหารสต๊อกและวางแผนการจัดซื้อ

การผสานระบบ WMS และ ERP เข้าด้วยกันช่วยลด Lead Time ได้แม่นยำผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลสต๊อกสินค้าแบบเรียลไทม์ ระบบ WMS จะทำหน้าที่ติดตามตำแหน่งและจำนวนสินค้าในคลังอย่างละเอียด ส่วน ERP จะนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อส่งสัญญาณจัดซื้อไปยังซัพพลายเออร์อัตโนมัติ ทันทีที่สต๊อกสินค้าลดลงถึง Reorder Point หรือจุดที่กำหนดค่ะ

กระบวนการอัตโนมัตินี้ช่วยขจัดขั้นตอนการเช็คสต๊อกด้วยมือที่ใช้เวลามาก และลดความผิดพลาดจากพนักงานลงได้เกือบทั้งหมด เช่น โรงงานสามารถลดเวลาจัดเตรียมเอกสารจัดซื้อจากเดิม 3 วัน เหลือเพียงไม่กี่นาทีผ่านการส่งใบสั่งซื้ออิเล็กทรอนิกส์

การตั้งค่าระบบให้คำนวณรอบการสั่งซื้อสอดคล้องกับระยะเวลาขนส่งจริงของซัพพลายเออร์แต่ละราย ช่วยให้มีสินค้าหมุนเวียนพร้อมใช้งานเสมอ โดยไม่เกิดค่าเสียโอกาสจากปัญหาสต๊อกขาดมือ

Lead Time ต่างจากศัพท์การผลิตอื่นอย่างไร ?

Lead Time ต่างจากศัพท์การผลิตอื่นตรงจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของเวลาที่ใช้วัดผลลัพธ์ในกระบวนการทำงาน ขณะที่คำศัพท์อื่นมุ่งเน้นความเร็วของเครื่องจักรหรืออัตราการผลิตตามความต้องการของตลาด แต่ Lead Time จะคำนวณภาพรวมทั้งหมดตั้งแต่เริ่มสั่งซื้อจนกระทั่งสินค้าส่งถึงมือผู้รับปลายทาง การแยกแยะความแตกต่างของแต่ละคำช่วยให้เลือกใช้ KPI คลังสินค้าได้ตรงจุดตามโครงสร้างการทำงานจริงค่ะ

ความแตกต่างระหว่าง Lead Time กับ Cycle Time

Lead Time คือระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่ลูกค้าส่งคำสั่งซื้อจนกระทั่งได้รับสินค้าปลายทาง ส่วน Cycle Time คือเวลาที่ใช้ทำงานจริงในการผลิตสินค้าหนึ่งชิ้นในระบบปฏิบัติการ การแยกแยะสองส่วนนี้ช่วยให้ค้นหาจุดคอขวดในกระบวนการทำงาน เพื่อปรับปรุงเวลาในการส่งมอบสินค้า

หัวข้อเปรียบเทียบ

Lead Time

Cycle Time

จุดเริ่มต้นและสิ้นสุด

ตั้งแต่สั่งซื้อจนถึงมือผู้รับ

ตั้งแต่เริ่มผลิตจนผลิตเสร็จ

กลุ่มเป้าหมายที่ประเมิน

ลูกค้าภายนอกองค์กร

ทีมงานฝ่ายผลิตภายใน

สมมติว่าร้านค้าออนไลน์ใช้เวลาจัดเตรียมและ Packing ของรวมส่งถึงบ้านลูกค้าทั้งหมด 3 วัน ตัวเลขนี้คือ Customer Lead Time ในขณะที่พนักงานใช้เวลาบรรจุสินค้าลงกล่องจริงเพียง 10 นาที ซึ่งถือเป็น Cycle Time หรือเวลาทำงานของรอบการผลิตนั้นค่ะ

ความแตกต่างระหว่าง Lead Time กับ Takt Time

Lead Time คือระยะเวลารวมตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการทำงาน ส่วน Takt Time คืออัตราความเร็วที่ระบบต้องผลิตสินค้าออกมาให้ทันต่อปริมาณความต้องการซื้อของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา

การทำความเข้าใจความต่างของสองค่านี้นำไปสู่การวางแผนกำลังคนและเครื่องจักรได้ถูกต้อง ตารางเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านี้แสดงความแตกต่างเชิงลึกที่ระบบคลังสินค้าและโลจิสติกส์นำไปใช้จริง

หัวข้อเปรียบเทียบ

Lead Time

Takt Time

มิติการสะท้อนผล

วัดประสิทธิภาพภายในของกระบวนการผลิตและจัดส่ง

วัดความสอดคล้องระหว่างการผลิตกับความต้องการตลาด

วิธีการคิดคำนวณ

เวลารวมทั้งหมดที่ใช้ตั้งแต่เริ่มขั้นตอนแรกถึงส่งมอบ

เวลาทำงานสุทธิหารด้วยจำนวนสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อ

ตัวอย่างหน่วยวัด

สินค้าพร้อมส่งมอบภายในเวลา 3 วัน

สายพานต้องผลิตสินค้าเสร็จ 1 ชิ้น ทุก 20 วินาที

โรงงานผลิตอาหารกระป๋องมักใช้ Takt Time เป็นตัวกำหนดความเร็วสายพานในแต่ละชั่วโมง จากนั้นจึงวิเคราะห์ขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงเวลาทำงานให้สอดคล้องกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Lead Time

วิธีคำนวณระยะเวลารอคอยสินค้าเบื้องต้นทำได้อย่างไร ?

การคำนวณระยะเวลารอคอยสินค้าเบื้องต้นทำได้โดยนำเวลาที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนการทำงานมารวมกันจนได้ผลลัพธ์เป็นเวลารวมทั้งหมด การนับเวลาจะเริ่มตั้งแต่ช่วงเวลาเตรียมการสั่งซื้อ เวลาดำเนินงานผลิต ไปจนถึงเวลาจัดส่งสินค้าถึงปลายทาง สูตรพื้นฐานนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นภาพรวมของซัพพลายเชนและวางแผนสำรองวัตถุดิบได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำค่ะ 

การแยกรายละเอียดขั้นตอนการทำงานเพื่อคำนวณออกมาเป็นตัวเลขที่นำไปใช้ได้จริง แสดงผ่านตารางประกอบดังนี้

ส่วนประกอบการทำงาน

จำนวนวัน

ระยะเวลาเตรียมการสั่งซื้อวัตถุดิบ

3 วัน

ระยะเวลาดำเนินการผลิตและการตรวจสอบ

5 วัน

ระยะเวลาในการขนส่งไปยังลูกค้า

2 วัน

เวลารอคอยรวมทั้งหมด (Lead Time)

10 วัน

เมื่อนำระยะเวลาของทุกขั้นตอนการทำงานมารวมกันจะได้ผลลัพธ์เวลารวมทั้งหมด 10 วัน สำหรับการส่งมอบสินค้าหนึ่งรอบ การเก็บสถิติแยกตามส่วนเช่นนี้ช่วยให้ทีมบริหารคลังสินค้าชี้จุดคอขวด เพื่อลดรอบเวลาทำงานจากเดิมให้สั้นลงในการทำงานจริง

Lead Time กับ Delivery Time มีความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?

Lead Time และ Delivery Time มีความแตกต่างกันที่ช่วงเวลาเริ่มต้นและขอบเขตของกระบวนการ โดย Lead Time ครอบคลุมเวลาทั้งหมดตั้งแต่ลูกค้าส่งคำสั่งซื้อ การจัดเตรียมวัตถุดิบ การผลิต จนถึงขั้นตอนส่งมอบสำเร็จ ส่วน Delivery Time จะโฟกัสแค่ช่วงเวลาที่สินค้าอยู่ระหว่างการเดินทางจากคลังสินค้าไปถึงมือผู้รับเท่านั้นค่ะ

การแยกแยะสองส่วนนี้ช่วยให้วิเคราะห์จุดคอขวดในซัพพลายเชนได้แม่นยำขึ้น เช่น หากสินค้ามี Lead Time รวม 14 วัน แต่มี Delivery Time เพียง 2 วัน ย่อมแสดงว่าความล่าช้าเกิดจากกระบวนการผลิตภายในโรงงาน ไม่ใช่ปัญหาจากระบบขนส่งโลจิสติกส์

ปัจจัยเปรียบเทียบ

Lead Time

Delivery Time

จุดเริ่มต้นกระบวนการ

ลูกค้าส่งคำสั่งซื้อเข้าระบบ

สินค้าออกจากคลังสินค้าเพื่อจัดส่ง

ขอบเขตกิจกรรมที่วัดผล

จัดหา ผลิต ตรวจสอบ แพ็คสินค้า และขนส่ง

การเดินทางของยานพาหนะขนส่ง

ตัวอย่างการคำนวณ

5 วัน (ผลิต 4 วัน บวกขนส่ง 1 วัน)

1 วัน (นับเฉพาะวันเดินทางส่งของ)

ธุรกิจฝั่งบริการนำแนวคิดการลดเวลารอคอยไปปรับใช้ได้อย่างไร ?

ธุรกิจบริการสามารถนำแนวคิดการลดเวลารอคอยไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ผ่านการวิเคราะห์ขั้นตอนการให้บริการและขจัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนทิ้งไปค่ะ

การนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ช่วยสร้างมาตรฐานการทำงานที่คล่องตัวและเห็นผลจริง

  • โรงพยาบาล ปรับปรุงระบบคัดกรองผู้ป่วยด้วยการลงทะเบียนออนไลน์ล่วงหน้า ช่วยลดเวลารอคอยการรักษาของกลุ่มผู้ป่วยนอกลงได้ 30 นาที
  • ร้านอาหาร จัดเตรียมวัตถุดิบและจัดสายงานในครัวแบบคู่ขนาน เพื่อส่งมอบอาหารแต่ละจานให้ถึงโต๊ะลูกค้าไม่เกิน 8 นาที
  • ธนาคาร นำระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลเข้ามาทำงานแทนการตรวจสอบเอกสารกระดาษ ช่วยลดรอบการอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลให้จบได้ใน 15 นาที

สรุป

การบริหาร Lead Time หรือระยะเวลารอคอยในทุกกระบวนการตั้งแต่สั่งซื้อ ผลิต จนถึงจัดส่ง ช่วยลดปัญหาสินค้าล้นคลังกับเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน การเข้าใจองค์ประกอบย่อยและการแยกความแตกต่างระหว่างเวลารอคอยกับเวลาทำงานจริง ช่วยให้วางแผนซัพพลายเชนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การวัดผลและตรวจสอบเวลาในแต่ละส่วนอย่างสม่ำเสมอทำให้ธุรกิจควบคุมปริมาณสต๊อกสินค้าได้อย่างแม่นยำค่ะ

ขั้นตอนถัดไปที่ทำได้ทันทีคือการปรับใช้ระบบ WMS และ ERP ที่วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time เข้ามาช่วยตัดลดขั้นตอนซ้ำซ้อนในคลังสินค้า ทีมงานพร้อมช่วยออกแบบระบบจัดการคลังสินค้าที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มเดิมของธุรกิจได้อย่างราบรื่น เพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าได้ตรงเวลา

    Share:
    Back to Blog

    Related Posts

    View All Posts »
    FMCG คืออะไร ? อธิบายความหมายและตัวอย่างธุรกิจเข้าใจง่าย

    FMCG คืออะไร ? อธิบายความหมายและตัวอย่างธุรกิจเข้าใจง่าย

    สินค้า FMCG คืออะไร ? รวมความหมาย ตัวอย่างธุรกิจ และวิธีรับมือกับความท้าทายด้านระบบคลังสินค้าสำหรับธุรกิจสินค้าหมุนเวียนเร็ว

    Fulfillment คือระบบอะไร ? ทำไมร้านค้าออนไลน์ยุคใหม่ต้องเลือกใช้

    Fulfillment คือระบบอะไร ? ทำไมร้านค้าออนไลน์ยุคใหม่ต้องเลือกใช้

    ขายดีจนแพ็กของไม่ทัน! รู้จัก Fulfillment Service คืออะไร ทำไมร้านค้าออนไลน์ควรใช้ พร้อมเปรียบเทียบข้อดีที่จะช่วยให้ธุรกิจคุณโตไวขึ้น